Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1554/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยทั้งสองเข้าไปพักในห้องเกิดเหตุกับผู้ตายเวลาประมาณ1 น. ออกจากห้องไปเวลาประมาณ 11 น. พบศพผู้ตายเวลาประมาณ13 น.เศษ แพทย์ทำการผ่าศพตรวจพิสูจน์เมื่อเวลา 18.40 น.สันนิษฐานว่าผู้ตาย ตายมาแล้วอย่างน้อย 12 ชั่วโมง อย่างมากไม่เกิน 15 ชั่วโมง ฉะนั้นเวลาที่ผู้ตายถึงแก่ความตายจึงเป็นช่วงเวลาระหว่าง 4 ถึง 7 น. ของวันเดียวกันอันเป็นเวลาที่จำเลยทั้งสองยังมิได้ออกไปจากห้องที่เกิดเหตุ ไม่มีเหตุทำให้คิดได้ว่าจะมีผู้อื่นใดฆ่าผู้ตายพยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีบ่งชี้อย่างใกล้ชิดว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ร่วมกันฆ่าผู้ตาย.(ที่มา-ส่งเสริมฯ)

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 20 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับยกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า '...ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามทางนำสืบของโจทก์ โดยจำเลยทั้งสองมิได้นำสืบโต้เถียงเป็นอย่างอื่นว่า เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2525 เวลาประมาณระหว่าง 1นาฬิกา ถึง 3 นาฬิกา มีคนร้ายไม่ต่ำกว่า 2 คนร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายหญิงไม่ทราบชื่อจนถึงแก่ความตายในห้องพักเลขที่ 108 โรงแรมลัคกี้ ซอยสุขุมวิท 26 แขวงคลองตัน เขตพระโขนง กรุงเทพมหานครโดยคนร้ายมีเจตนาฆ่าให้ตาย คืนวันเดียวกันนี้เวลาประมาณ 1นาฬิกา จำเลยทั้งสองได้ไปพักค้างคืนที่โรงแรมที่เกิดเหตุกับหญิงคนหนึ่ง และจำเลยทั้งสองได้ออกจากโรงแรมไปเมื่อเวลาประมาณ 10-11 นาฬิกา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันเป็นคนร้ายรายนี้หรือไม่... ในปัญหาที่ว่า

จำเลยทั้งสองได้พาผู้ตายไปพักในห้องที่เกิดเหตุหรือไม่นั้นโจทก์มีประจักษ์พยานคือ นายสมบัติ สิงหะหรือสิงหา นายสุรชัย ไชยมี และนายรัศมี บัญชา พนักงานโรงแรมที่เกิดเหตุ ซึ่งต่างเบิกความว่าขณะที่ทำหน้าที่อยู่ เห็นจำเลยทั้งสองมากับผู้ตายและเข้าพักห้องที่เกิดเหตุ โดยพยานดังกล่าวต่างเบิกความว่า รู้จักจำเลยทั้งสองดี เพราะจำเลยทั้งสองเคยมาพักที่โรงแรมนี้หลายครั้ง มีไฟฟ้าสว่างจากทางเดินจากใต้บันไดขึ้นชั้นสองและในห้องพัก นายสมบัติเบิกความว่าเห็นจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ตอนเข้าไปจอดรถจักรยานยนต์อยู่ใต้บันได และจำเลยที่ 2 กับผู้หญิงนั่งรถยนต์สี่ล้อเล็กเข้าไปแล้วเดินขึ้นบันไดไปชั้นสองด้วยกัน และนายสมบัติเป็นผู้ไปเปิดห้องพักให้จำเลยทั้งสอง โดยเปิดห้องที่เกิดเหตุนี้คนทั้งสามเข้าไปในห้องพักและสั่งอาหารและน้ำดื่ม แล้วนายสมบัติจึงไปสั่งอาหารและเครื่องดื่มให้

ส่วนนายสุรชัยเบิกความว่า เป็นผู้ยกน้ำและอาหารเข้าไปให้จำเลยในห้อง เมื่อเข้าไปมีไฟฟ้าเปิดสว่าง เห็นผู้ตายนอนอยู่บนเตียง และเห็นจำเลยทั้งสองชัดเจน พันตำรวจโทมารุต จันทร์นวล เบิกความว่า เมื่อไปตรวจห้องเกิดเหตุ และสอบถามนายสมบัติและนายสุรชัยถึงเรื่องผู้ที่มาพัก คนทั้งสองยืนยันว่าจำคนที่มาพักในห้องที่เกิดเหตุกับหญิงผู้ตายได้ เป็นคนที่มาพักเป็นประจำ ตลอดจนบอกถึงเครื่องแต่งกาย พาหนะคือรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขี่มาเป็นประจำ และรายละเอียดต่างๆ พันตำรวจโทมารุตได้บอกไว้ว่าหากชายดังกล่าวมาอีกให้แจ้งให้พยานทราบ ซึ่งต่อมาวันที่ 1ธันวาคม 2525 พยานก็ได้รับแจ้งว่า จำเลยที่ 1 ไปพักที่โรงแรมเกิดเหตุกับหญิงคนหนึ่ง จึงได้ไปจับจำเลยที่ 1 โดยทั้งนายสมบัติและนายสุรชัยต่างได้ยืนยันว่าเป็นคนที่มากับผู้ตายในคืนเกิดเหตุ และเมื่อจำเลยที่ 1 พาไปที่บ้านจำเลยที่ 2พยานทั้งสองก็ยืนยันว่า

จำเลยที่ 2 เป็นคนที่มากับจำเลยที่ 1 และผู้ตายด้วย จำเลยทั้งสองเบิกความยอมรับว่า เคยไปพักที่โรงแรมเกิดเหตุเป็นประจำ ฉะนั้นข้อเท็จจริงนี้ ประกอบกับข้อที่มีแสงสว่าง และระยะเวลาที่พบเห็นนานพอสมควร กับข้อที่ได้ยืนยันต่อเจ้าพนักงานตำรวจทันทีว่าจำคนร้ายได้ ทั้งได้ติดต่อให้เจ้าพนักงานตำรวจมาจับกุม และชี้ให้เจ้าพนักงานตำรวจจับ แสดงว่าพยานจำคนร้ายได้ คดีจึงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองได้ไปพักที่ห้องเกิดเหตุในคืนเกิดเหตุกับผู้ตาย ที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า ในคืนเกิดเหตุได้ไปพักอีกห้องหนึ่ง และผู้หญิงที่จำเลยทั้งสองไปพักด้วยเป็นนางสาวสุรีย์รัตน์ งามประเสริฐมิใช่ผู้ตาย โดยมีนางสาวสุรีย์รัตน์เบิกความเป็นพยานนั้นเห็นว่า

นางสาวสุรีย์รัตน์ได้ให้การชั้นสอบสวนถึงสองครั้งครั้งแรกตามเอกสารหมาย จ.8 และครั้งหลังตามเอกสารหมาย จ.12 โดยในครั้งแรกให้การว่าคืนเกิดเหตุได้อยู่กับนายสมชาย เจริญเพชรซึ่งเป็นสามีที่ไม่ได้จดทะเบียน ต่อมาในภายหลังจึงได้ให้การใหม่ว่า คืนเกิดเหตุไต้ไปค้างคืนกับจำเลยทั้งสอง ซึ่งตรงกับคำเบิกความเป็นพยานต่อศาลเป็นการให้การกลับไปกลับมาขาดน้ำหนัก ทั้งนายสมชายเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าวันที่ 1 ธันวาคม2525 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ ได้สอบถามว่า คืนเกิดเหตุนางสาวสุรีย์รัตน์อยู่ที่ใด พยานได้ตอบไปว่า ตั้งแต่เวลาประมาณ 1 นาฬิกาของวันที่ 29 พฤศจิกายน 2525นางสาวสุรีย์รัตน์อยู่กับพยาน โดยมีร้อยตำรวจตรีไพฑูรย์คุ้มสระพรหม

เบิกความสนับสนุนความข้อนี้ ซึ่งตรงกับคำให้การฉบับแรกของนางสาวสุรีย์รัตน์ อันเป็นการให้การในเวลาที่ยังไม่มีโอกาสคิดปรุงแต่ง จึงฟังไม่ได้ว่า คืนเกิดเหตุจำเลยทั้งสองไปพักที่โรงแรมที่เกิดเหตุกับนางสาวสุรีย์รัตน์ ส่วนในปัญหาที่ว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันฆ่าผู้ตายหรือไม่นั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้แล้วว่า คืนเกิดเหตุเวลาประมาณ 1 นาฬิกา จำเลยทั้งสองได้ไปพักที่ห้องเกิดเหตุกับผู้ตาย และนายสมบัติเบิกความว่า คืนเกิดเหตุก่อนที่จำเลยทั้งสองจะเข้าพัก ไม่มีแขกเข้าพักในห้อง 108 มาก่อน และตลอดเวลาที่พยานอยู่ดูแลแขก คือจนถึงเวลา 6 นาฬิกา จำเลยทั้งสองกับผู้หญิงที่ไปพักมิได้ออกจากห้อง ซึ่งนายสุรชัยก็เบิกความยืนยันเช่นเดียวกันจำเลยทั้งสองก็เบิกความรับว่าได้ออกจากโรงแรมไปเมื่อเวลาประมาณ 11 นาฬิกา และปรากฏตามคำเบิกความของพันตำรวจตรีนายแพทย์สุขุม

พันธ์เพ็ง ผู้ผ่าศพของผู้ตายออกตรวจพิสูจน์ ประกอบกับรายงานการตรวจศพท้ายฟ้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของพยานดังกล่าวว่า หญิงผู้ตายตายมาแล้วอย่างน้อย 12 ชั่วโมง อย่างมากไม่เกิน 15 ชั่วโมง โดยนับถึงเวลาเอาศพเข้าห้องเย็น ซึ่งปรากฏว่าโรงพยาบาลได้รับศพเวลา 18.40 นาฬิกาของวันที่ 29 พฤศจิกายน2525 ฉะนั้นเวลาที่ผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นช่วงเวลาระหว่าง4 นาฬิกา ถึง 7 นาฬิกา ของวันเดียวกัน อันเป็นเวลาที่จำเลยทั้งสองยังมิได้ออกไปจากห้องเกิดเหตุ และไม่มีเหตุที่จะให้คิดได้ว่าจะมีผู้อื่นได้ฆ่าผู้ตาย พยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีดังกล่าวบ่งชี้ใกล้ชิดว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ร่วมกันฆ่าผู้ตาย ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาโจทก์ฟังขึ้น'

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
นิเวศน์ คำผอง · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · ไมตรี กลั่นนุรักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2104/2567

การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด หรือพยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1207/2567

การจะเป็นความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติโดยร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการดำเนินการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หรือเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรดังกล่าว หรือสมคบกันตั้งแต่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 125/2567

การกระทำที่จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ผู้กระทำต้องรู้ว่าสินค้าที่ตนนำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่าย เป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 740/2566

แม้คําพิพากษาคดีแพ่งของศาลชั้นต้นจะมีผลผูกพันโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทำให้จำเลยไม่มีสิทธิกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างอื่นให้แตกต่างไปจากผลแห่งคําวินิจฉัยดังกล่าวที่ฟังข้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 514/2566

วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้ใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็ว และก่อนศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ศาลอาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมตามที่เห็นสมควร ซึ่งรวมทั้งการเรียกพยานที่สืบแล้วมาสืบใหม่โดย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้