Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1547/2530

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำฟ้องแย้งของจำเลยเพียงแต่ขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนการเช่าตึก พิพาทกับจำเลยอีก 13 ปี นับแต่วันครบกำหนดสัญญาเช่าเดิม ตามที่จำเลยอ้างว่ามีข้อตกลงกันเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยทำสัญญาเช่าและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่มีกำหนด 12 ปี จำเลยจะนำสืบว่ามีข้อตกลงกับผู้ให้เช่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาเป็นการขอสืบพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญาเช่าต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 โจทก์ไม่จำต้องสืบพยานในประเด็นข้อนี้ แล้วศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในตึก พิพาทเช่นนี้ เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 ทำให้คดีเสร็จไปเฉพาะ แต่ประเด็นบางข้อ เป็นคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา228(3) หาใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยให้การปฏิเสธว่าโจทก์ทั้งสองไม่ได้บอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลย และต่อสู้ว่าการเช่า ตึก พิพาทมีข้อตกลงให้จำเลยออกค่าก่อสร้างโดยผู้ให้เช่าจะให้จำเลยเช่า ตึก พิพาทมีกำหนดไม่น้อยกว่า25 ปี เพียงแต่ทำสัญญาเช่าไว้มีกำหนด 12 ปีก่อน จำเลยชอบที่จะนำสืบถึงเหตุที่จำเลยมีสิทธิเช่า ต่ออีกเพราะได้ออกเงินค่าก่อสร้างเป็นการตอบ แทนเท่ากับเป็นการนำสืบหักล้างสัญญานั้นว่าไม่ใช่สัญญาเช่าธรรมดา แต่เป็นสัญญาต่างตอบแทน ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากตึกแถวเลขที่ 110/1 ถนนพญาไท แขวงทุ่งพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานครและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายถึงวันฟ้องเป็นเงิน 20,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากตึกแถวดังกล่าวจำเลยให้การและแก้ไขคำให้การกับฟ้องแย้งว่า กรณีเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษ แม้ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนก็ใช้บังคับได้เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าแล้ว โจทก์ก็ย่อมให้จำเลยเช่าตึกพิพาทเรื่อยมาตามเงื่อนไขสัญญาเช่าเดิมจำเลยขอให้โจทก์ไปจดทะเบียนทำสัญญาเช่ากับจำเลย โจทก์ก็ผัดผ่อนเรื่อยมา ต่อมาโจทก์ต้องการขายที่ดินรวมทั้งที่ปลูกตึกพิพาท โจทก์ทั้งสองไม่เคยบอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยจึงไม่มีอำนาจฟ้อง

ค่าเสียหายอย่างมากก็เท่ากับค่าเช่าคือ เดือนละ400 บาท ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และบังคับให้โจทก์ทั้งสองจดทะเบียนสัญญาเช่าตึกพิพาทกับจำเลยอีก 13 ปี นับแต่วันครบกำหนดตามสัญญาเช่าเดิมหากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งนั้นเห็นว่าเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื่องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ และคู่ความตกลงกันว่าฟ้องแย้งมีทุนทรัพย์เป็นเงิน780,000 บาทศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากตึกพิพาทเลขที่110/1 ถนนพญาไท แขวงทุ่งพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 400 บาท นับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2526จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากตึกพิพาทจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"...คำฟ้องแย้งของจำเลยเพียงแต่ขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนการเช่าตึกพิพาทกับจำเลยอีก 13 ปี นับแต่วันครบกำหนดสัญญาเช่าเดิมตามที่จำเลยอ้างว่ามีข้อตกลงกันเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาเท่านั้น จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื่องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือที่เรียกว่าคดีไม่มีทุนทรัพย์...ที่จำเลยฎีกาในประเด็นข้อพิพาทข้อ 1 ว่า จำเลยกำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อนี้ว่า โจทก์มีสิทธิขับไล่จำเลยและบริวารออกจากตึกพิพาทหรือไม่...การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นข้อนี้ว่า จำเลยทำสัญญาเช่าและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่มีกำหนด 12 ปี จำเลยจะนำสืบว่ามีข้อตกลงกับผู้ให้เช่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาเป็นการขอสืบพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญาเช่าต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 โจทก์ไม่จำต้องสืบพยานในประเด็นข้อนี้ แล้วฟังว่าจำเลยไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในตึกพิพาท

เช่นนี้ เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ซึ่งทำให้คดีเสร็จไปเฉพาะแต่ประเด็นบางข้อ เป็นคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 228(3) หาใช่คำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ตามที่โจทก์แก้ฎีกาไม่ แม้จำเลยจะไม่ได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นไว้ก็มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นและฎีกาต่อมาได้ ประเด็นข้อนี้จำเลยให้การปฏิเสธว่าโจทก์ทั้งสองไม่ได้บอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลย และจำเลยต่อสู้ว่าการเช่าตึกพิพาทมีข้อตกล>ให้จำเลยออกค่าก่อสร้างโดยผู้ให้เช่าจะให้จำเลยเช่าตึกพิพาทมีกำหนดไม่น้อยกว่า 25 ปี เพียงแต่ทำสัญญาเช่าไว้มีกำหนด 12 ปีก่อน จำเลยชอบที่จะนำสืบถือเหตุที่จำเลยมีสิทธิเช่าต่ออีกเพราะได้ออกเงินค่าก่อสร้างเป็นการตอบแทน เท่ากับเป็นการนำสืบหักล้างสัญญานั้นว่าไม่ใช่สัญญาเช่าธรรมดา แต่เป็นสัญญาต่างตอบแทน ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา94 คดีต้องฟังพยานหลักฐานของคู่ความต่อไป

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานในประเด็นข้อนี้แล้วพิพากษาให้ขับไล่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย..."

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์จำเลยในประเด็นข้อ 1 ตามประเด็นข้อต่อสู้ของจำเลยดังกล่าวแล้วต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไพจิตร วิเศษโกสิน · ไพรัช วงศ์วัฒนะ · สมบูรณ์ ฤกษ์สำราญ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 91/2562

ปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 หรือไม่นั้น เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ถึงแม้จำเลยจะมิได้ให้การต่อสู้ในปัญหาข้อนี้ไว้ แต่ระหว่างการพิจา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3018/2541

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้รวม 3 ฉบับ จำนวนเงินฉบับละ 50,000 บาท40,000 บาท และ 110,000 บาท ตามลำดับ รวมแล้วเป็นเงินต้น200,000 บาท จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 กู้เงิน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6369/2540

โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาจ้างเหมาทำและติดตั้งเฟอร์นิเจอร์และงานตกแต่งภายใน โดยกำหนดให้จำเลยทำให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 7 ตุลาคม2532 หากจำเลยไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวหรือภายในกำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 792/2540

สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระบุว่าจำเลยเป็นผู้ซื้อการที่โจทก์จะนำสืบว่าจำเลยทำแทนหรือถือกรรมสิทธิ์แทนก็เพื่อแสดงถึงความเป็นมาอันแท้จริงว่าที่ดินพิพาทเป็นของส. จำเลยมีชื่อในโฉนดที่ดินแทนส. การนำสืบเช่นนี้เ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5590/2540

หนังสือสัญญากู้เงินพิพาททั้งสองฉบับเป็นเอกสารที่แท้จริง และจำเลยได้ชำระหนี้รายพิพาทแก่โจทก์แล้วเป็นเงิน 323,500 บาท โดยใช้วิธีส่งเงินทางไปรษณีย์ธนาณัติไปให้โจทก์และโจทก์ได้รับแล้ว ถือว่าได้ว่าโจทก์ยอม…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้