Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1546/2511

พ.ศ. 2511 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาแก้ให้ยกคำขอของโจทก์ในข้อที่ขอให้ใช้ทรัพย์มิใช่เป็นการแก้ไขมาก จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จำเลยเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ ได้เรียกเงินจากผู้ที่จำเลยจับกุมตัวมาแล้วปล่อยผู้ต้องหาไป อันเป็นการเรียกหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อละเว้นไม่จับกุมผู้เสียหาย อันเป็นการมิชอบด้วยหน้าที่ของจำเลย จำเลยจึงมีผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2502 มาตรา 5 หามีความผิดฐานกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 อีกบทหนึ่งด้วยไม่ และเมื่อการกระทำของจำเลยมิได้เป็นผิดตามมาตรา 337 แล้ว โจทก์ก็ไม่มีอำนาจขอให้จำเลยใช้ทรัพย์หรือคืนทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 43

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยรับราชการเป็นตำรวจ ได้จับกุมตัวผู้เสียหายไปฐานนำเนื้อสุกรข้ามเขต และได้ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจให้ผู้เสียหายให้เงินแก่จำเลย แล้วจะปล่อยตัวไป ถ้าไม่ยอมให้เงินจะนำตัวส่งไปดำเนินคดี จะต้องถูกฟ้องศาลกักขังและติดตะราง แล้วจะต้องถูกออกจากงานอีก อันเป็นการขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อเสรีภาพและชื่อเสียงของผู้เสียหาย ผู้เสียหายกลัวจึงยอมมอบเงินให้จำเลยแล้วจำเลยได้ปล่อยตัวผู้เสียหายไป ไม่นำส่งดำเนินคดีตามหน้าที่ของจำเลย เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๗, ๑๔๙, ๑๕๗, ๓๓๗ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๔, ๕, ๑๓ และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการที่จำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่โดยชอบ ขู่เข็ญเรียกเอาเงินจากผู้เสียหายแล้วปล่อยตัว ไม่นำส่งพนักงานสอบสวนตามหน้าที่ของจำเลยเป็นผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๙ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๕๐๒มาตรา ๕ จำคุกจำเลยมีกำหนด ๕ ปี และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน ๒๐๐ บาทแก่ผู้เสียหาย

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๗อีกบทหนึ่งด้วย

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง ปล่อยจำเลย

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ข้อที่จำเลยเรียกร้องจากผู้เสียหาย๒๐๐ บาทนั้น ฟังได้และการกระทำของจำเลยมิได้เป็นความผิดฐานกรรโชกดังที่โจทก์อุทธรณ์ โจทก์ไม่มีอำนาจขอให้ศาลบังคับให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน ๒๐๐ บาทให้ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๔๓ พิพากษาแก้ให้ยกคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ขอให้ศาลสั่งให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน ๒๐๐ บาทให้นายแดงหรือพีระ แสงดี ผู้เสียหายนอกนั้นยืน โจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยยังผิดต่อประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓๗ และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน ๒๐๐ บาทให้ผู้เสียหาย จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน ๕ ปี แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาแก้ให้ยกคำขอของโจทก์ในข้อที่ขอให้ใช้ทรัพย์ ก็มิใช่เป็นการแก้ไขมาก จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ตามมาตรา ๒๑๘ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและฎีกาว่าโจทก์มิได้บรรยายในฟ้องขอให้ลงโทษหรือประสงค์ให้ลงโทษศาลฎีกาได้พิเคราะห์ฟ้องของโจทก์แล้ว เห็นว่าฟ้องโจทก์แสดงถึงข้อกล่าวหาโดยแจ้งชัดและจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว และโจทก์ได้อ้างมาตราในกฎหมายที่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยแล้ว ปัญหาที่ว่าการกระทำของจำเลยจะเป็นผิดตามมาตรา ๓๓๗ ดังโจทก์ฎีกาหรือไม่นั้น เห็นว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงาน

มีหน้าที่ จำเลยเรียกเงินจากผู้ที่จำเลยจับกุมแล้วปล่อยตัวผู้ต้องหาไป อันเป็นการเรียกหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อละเว้นไม่จับกุมผู้เสียหายอันเป็นการมิชอบด้วยหน้าที่ของจำเลยจำเลยจึงต้องมีผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๙ และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๕ หามีผิดฐานกรรโชกอีกบทหนึ่งไม่ เมื่อการกระทำของจำเลยมิได้เป็นผิดตามมาตรา๓๓๗ แล้ว โจทก์ก็ไม่มีอำนาจขอให้จำเลยใช้ทรัพย์หรือคืนทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๓

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ยกฎีกาโจทก์ จำเลย

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
แสวง ลัดพลี · ชิต บุณยประภัศร · จินตา บุณยอาคม
ศาลล่าง
ศาลอาญา - นายชวลิต สุขสบาย
ศาลอุทธรณ์ - นายมานิต มานะทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้