Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1545/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยเก็บกระเป๋าเงินของโจทก์ร่วมได้แล้วแอบเปิดดูในลักษณะปกปิดซ่อนเร้น เมื่อถูกถามก็ปฏิเสธว่าเป็นกระเป๋าเปล่าทั้ง ๆ ที่ในกระเป๋าเงินดังกล่าวมีเงินอยู่ รวมตลอดถึงการที่จำเลยแอบเปิดซิป กระเป๋าแล้วมีอาการหน้าตื่นและเดินหลบเลี้ยวอ้อมไปข้างรถโดยไม่ไปขนปูนตามที่มีผู้ว่าจ้างนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นข้อพิรุธที่ส่อแสดงความไม่สุจริตของจำเลยทั้งสิ้น ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ว่า กระเป๋าเงินที่จำเลยคืนให้นั้นซิป ถูกเปิดแย้มไว้ขณะตรวจพบว่าสร้อยคอทองคำหายไปจำเลยก็ออกจากที่เกิดเหตุไปแล้ว จึงเชื่อว่า จำเลยได้เอาสร้อยคอทองคำของโจทก์ร่วมไปจริง และเหตุที่จำเลยต้องคืนกระเป๋าเงินและเงินในกระเป๋าให้แก่โจทก์ร่วมก็เพราะว่า ขณะจำเลยเก็บกระเป๋าเงินของโจทก์ร่วมได้นั้น มี ส. ร่วมรู้เห็นอยู่ด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์.

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 5)พ.ศ. 2525 มาตรา 11 กับให้จำเลยคืนสร้อยคอทองคำหรือใช้ราคา3,000 บาท แก่ผู้เสียหายจำเลยให้การปฏิเสธระหว่างการพิจารณา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 จำคุก 2 ปี คำรับสารภาพชั้นสอบสวนและข้อนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือนให้จำเลยคืนสร้อยคอทองคำหรือใช้ราคา 3,000 บาท ให้ผู้เสียหายคำขออื่นให้ยกจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์ร่วมไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน เมื่อโจทก์ร่วมไปถามจำเลยก็คืนกระเป๋าเงินให้โจทก์ร่วมโดยดี หากโจทก์ร่วมไม่ได้เก็บสร้อยคอทองคำไว้ในกระเป๋าเงินและหายไปจริงก็ไม่มีสาเหตุอันใดที่โจทก์ร่วมต้องไปแจ้งความและเบิกความเช่นนั้น ศาลฎีกาเชื่อว่าโจทก์ร่วมเก็บสร้อยคอทองคำไว้ในกระเป๋าเงินและหายไปจริง ปัญหาว่าหลังจากจำเลยเก็บกระเป๋าเงินได้แล้ว จำเลยได้เอาสร้อยคอทองคำของโจทก์ร่วมไปคงคืนแต่เพียงกระเป๋าเงินและเงินในกระเป๋าแก่โจทก์ร่วมหรือไม่ ข้อนี้ได้ความจากนางสมบูรณ์พยานโจทก์ว่า พยานยืนอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ จำเลยขี่รถจักรยานสามล้อผ่านมาจึงว่าจ้างให้จำเลยบรรทุกปูนที่รถโดยสารไปโรงงาน

จำเลยลงจากรถจักรยานสามล้อไปหยิบกระเป๋าเงินสีเขียวซึ่งตกอยู่บนถนนริมทางเท้าห่างจากพยานราว3 เมตร จำเลยหันข้างให้พยานและรูดซิปแล้วเก็บกระเป๋าเงินไว้ พยานถามว่า กระเป๋าอะไร จำเลยว่ากระเป๋าเปล่าไม่มีอะไร พยานบอกให้จำเลยรีบไปขนปูน จำเลยมีอาการหน้าตื่นและเดินอ้อมไปข้างรถซึ่งเป็นคนละคันกับที่พยานบอกให้ไปขนปูน ต่อมาประมาณหนึ่งอึดใจโจทก์ร่วมมาถามหากระเป๋าเงิน พยานจึงเล่าให้ฟัง เห็นว่า นางสมบูรณ์พยานโจทก์ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีสาเหตุจะเบิกความปรักปรำจำเลย ทั้งตามสภาพและพฤติการณ์แห่งคดีก็ถือได้ว่าเป็นคนกลางที่มิได้มีส่วนได้เสียกับคดีคำเบิกความของนางสมบูรณ์จึงรับฟังเป็นความจริงได้โดยปราศจากข้อสงสัยการที่จำเลยเก็บกระเป๋าเงินของโจทก์ร่วมได้แล้วแอบเปิดดูในลักษณะปกปิดซ่อนเร้นเมื่อถูกถามก็ปฏิเสธว่าเป็นกระเป๋าเปล่า

ๆ ทั้ง ๆ ที่ในกระเป๋าเงินดังกล่าวมีเงินอยู่ รวมตลอดถึงการที่จำเลยแอบเปิดซิปกระเป๋าแล้วมีอาการหน้าตื่นและเดินหลบเลี้ยวอ้อมไปข้างรถโดยไม่ไปขนปูนตามที่มีผู้ว่าจ้างนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นข้อพิรุธที่ส่อแสดงถึงความไม่สุจริตของจำเลยทั้งสิ้น ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ว่า กระเป๋าเงินที่จำเลยคืนให้นั้นซิปถูกเปิดแย้มไว้ ขณะตรวจพบว่า สร้อยคอทองคำหายไป จำเลยก็ออกจากที่เกิดเหตุไปแล้ว ดังนี้ศาลฎีกาเชื่อว่า จำเลยได้เอาสร้อยคอทองคำของโจทก์ร่วมไปจริงและเหตุที่จำเลยต้องคืนกระเป๋าเงินและเงินในกระเป๋าให้แก่โจทก์ร่วมก็เพราะว่า ขณะจำเลยเก็บกระเป๋าเงินของโจทก์ร่วมได้นั้นมีนางสมบูรณ์ร่วมรู้เห็นอยู่ด้วยนั่นเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สะสม สิริเจริญสุข · บุญส่ง วรรณกลาง · ประพัฒน์ อุชุภาพ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้