Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15200/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

หน้าที่ของบิดามารดาที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรนั้นให้กระทำขณะเป็นผู้เยาว์ หรือหากต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่บรรลุนิติภาวะก็เฉพาะที่ทุพพลภาพหาเลี้ยงตัวเองไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 แสดงว่าการอุปการะเลี้ยงดูบุตรต้องกระทำจนถึงบุตรบรรลุนิติภาวะ ซึ่งอาจบรรลุนิติภาวะได้ทั้งการสมรสเมื่ออายุ 17 ปีบริบูรณ์ หรือมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ การที่ศาลล่างกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ให้จำเลยซึ่งเป็นบิดาชำระเป็นช่วงระยะเวลาจนถึงบุตรผู้เยาว์อายุ 20 ปี นั้น จึงไม่ถูกต้อง เห็นควรแก้ไขให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าบุตรผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะ ส่วนการที่จำเลยฎีกาอ้างว่า มีภาระค่าใช้จ่ายมาก มีหนี้สิน และต้องเลี้ยงดูบุตรที่เกิดกับภริยาที่จดทะเบียนสมรสอีก 3 คน เพื่อขอลดค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้น ล้วนเป็นเหตุส่วนตัวของจำเลยไม่เป็นเหตุให้ยกอ้าง และถ้าหากเป็นเช่นนั้นจำเลยสามารถยื่นคำร้องขอต่อศาลให้ปรับเปลี่ยนแก้ไขได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/39 พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 155 บัญญัติว่า ในการยื่นคำฟ้องหรือคำร้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในคดีครอบครัวเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียม คดีนี้มีประเด็นในชั้นอุทธรณ์เพียงเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับจึงไม่ชอบ เห็นควรให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่สั่งดังกล่าว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า เด็กชาย น. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู 160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 20,000 บาท นับแต่เดือนสิงหาคม 2554 เป็นต้นไปจนถึงอายุ 5 ปี ค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 25,000 บาท นับตั้งแต่อายุ 6 ปี จนถึงอายุ 10 ปี ค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 30,000 บาท นับตั้งแต่อายุ 11 ปี จนถึงอายุ 15 ปี และค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 40,000 บาท นับตั้งแต่อายุ 16 ปี จนถึงอายุ 20 ปี จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า เด็กชาย น. ผู้เยาว์ เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์แต่เพียงฝ่ายเดียว ให้จำเลยชดใช้ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่โจทก์ได้จ่ายไปแล้วเป็นเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นรายเดือน เดือนละ 15,000 บาท นับแต่เดือนกันยายน 2554 เป็นต้นไปจนถึงอายุครบ 7 ปี แล้วเพิ่มเป็นเดือนละ 25,000 บาท จนถึงอายุครบ 14 ปี แล้วเพิ่มเป็นเดือนละ 30,000 บาท จนถึงจะมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์หรือจบการศึกษาชั้นอุดมศึกษา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยยื่นคำขอพิจารณาคดีใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น คู่ความตกลงท้ากันว่า คู่ความจะไปตรวจลายพิมพ์ดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ในการเป็นบิดาและบุตรระหว่างจำเลยกับผู้เยาว์ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี หากผลการตรวจรายงานว่าผู้เยาว์เป็นบุตรของจำเลย หรือไม่พบข้อขัดแย้งในการเป็นบุตรของจำเลยตามหลักการถ่ายทอดทางพันธุกรรม จำเลยยอมรับผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลย แต่หากผลการตรวจรายงานว่าผู้เยาว์ไม่ใช่บุตรของจำเลยหรือพบข้อขัดแย้งในการเป็นบุตรของจำเลยตามหลักการถ่ายทอดทางพันธุกรรม โจทก์ยอมถอนฟ้องหรือยอมแพ้คดี ปรากฏผลการตรวจลายพิมพ์ดีเอ็นเอว่าผู้เยาว์เป็นบุตรของโจทก์และจำเลยจริงตามคำท้าตามรายงานผลการตรวจลายพิมพ์ ดีเอ็นเอ จำเลยจึงยอมรับว่า ผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า เด็กชาย น. ผู้เยาว์ เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันที่ 1 ธันวาคม 2554 เป็นต้นไปจนถึงอายุครบ 7 ปี เมื่ออายุกว่า 7 ปี จนถึงอายุ 14 ปี ในอัตราเดือนละ 7,500 บาท เมื่ออายุกว่า 14 ปี จนถึงอายุ 20 ปี ในอัตราเดือนละ 12,000 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 6,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรในอัตราเดือนละ 6,000 บาท นับถัดจากวันที่ 1 ธันวาคม 2554 เป็นต้นไปจนถึงอายุครบ 3 ปี เมื่ออายุกว่า 3 ปี จนถึงอายุครบ 6 ปี ในอัตราเดือนละ 7,000 บาท เมื่ออายุกว่า 6 ปี จนถึงอายุครบ 14 ปี ในอัตราเดือนละ 8,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อปี 2553 โจทก์และจำเลยมีความสัมพันธ์กันฉันชู้สาว มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กชาย น. ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2554 ทั้งสองฝ่ายท้ากันให้มีการตรวจลายพิมพ์ดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ในการเป็นบิดาและบุตรที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ผลการตรวจปรากฏว่าเด็กชาย น. เป็นบุตรของจำเลยตามรายงานผลการตรวจลายพิมพ์ดีเอ็นเอ

อนึ่ง ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 155 บัญญัติว่า ในการยื่นคำฟ้องหรือคำร้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในคดีครอบครัวเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียม กรณีนี้คดีขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์เฉพาะประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดู จำเลยจึงได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียม ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับจึงไม่ชอบ อีกทั้งการที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรในช่วงอายุกว่า 14 ปี จนถึงอายุ 20 ปี ในอัตราเดือนละ 12,000 บาท และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในส่วนนี้นั้น

เห็นว่า หน้าที่ของบิดามารดาที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรนั้นให้กระทำในขณะบุตรผู้เยาว์ หรือจะต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่บรรลุนิติภาวะก็เฉพาะ ที่ทุพพลภาพหาเลี้ยงตัวเองมิได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 แสดงว่า การอุปการะเลี้ยงดูบุตรต้องกระทำจนถึงบุตรบรรลุนิติภาวะ ซึ่งอาจมีการบรรลุนิติภาวะได้ทั้งการสมรสเมื่ออายุ 17 ปีบริบูรณ์หรือมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ที่ศาลล่างกำหนดอายุที่จะได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจนถึงอายุ 20 ปี จึงไม่ถูกต้องเห็นสมควรแก้ไขทั้งสองประเด็นดังกล่าวให้ถูกต้อง

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเมื่ออายุกว่า 14 ปี จนถึงบรรลุนิติภาวะในอัตราเดือนละ 12,000 บาท ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่สั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมเกียรติ เจริญสวรรค์ · พฤษภา พนมยันตร์ · กิจชัย จิตธารารักษ์
ศาลล่าง
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง - นางสุรัชดา เตชะภาสรนันทน์
ศาลอุทธรณ์ - นายนิติ เอื้อจรัสพันธุ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ยช.(พ)92/2557
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ1327/2554
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ1716/2554
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกเยาวชนและครอบครัว
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้