Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1518/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยเป็นตัวแทนเรือ มีหน้าที่ต้องตรวจดูชื่อผู้รับสินค้าพิพาทจากเอกสารต่าง ๆ ให้ละเอียดแล้วจึงแจ้งระบุชื่อผู้รับสินค้าในบัญชีสินค้าให้ถูกต้องตรงกับใบตราส่ง ซึ่งจำเลยในฐานะตัวแทนเรือสามารถตรวจตราก่อนได้ แต่หาได้ปฏิบัติไม่กลับแจ้งระบุชื่อผู้รับสินค้าพิพาทผิดไปจากใบตราส่งโดยไม่ใช้ความระมัดระวังอันสมควรเป็นเหตุให้ พ. ออกสินค้าจากท่าเรือให้โจทก์ช้าไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นการทำโดยประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายถือได้ว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ แม้ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยปัญหาค่าเสียหายของโจทก์ว่ามีเพียงใด แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นประเด็นในคดีและจำเลยอ้างในคำแก้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดโจทก์มอบอำนาจให้นายวิชัย วิปัสสนาธรรม ดำเนินคดี โจทก์ได้รับอนุญาตให้สั่งซื้อสินค้ากากถั่วเหลือง ซึ่งเป็นสินค้าควบคุมการนำเข้ามาจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 1,000 ตันและโจทก์ได้ทำสัญญาขายกากถั่วเหลืองให้แก่ลูกค้าในประเทศไทยไว้ล่วงหน้ารวม 3 ราย โดยโจทก์ได้รับเงินมัดจำไว้แล้วรายละ100,000 บาท สัญญาจะส่งมอบสินค้าดังกล่าวให้ผู้ซื้อภายใน 5 วันนับจากวันที่เรือบรรทุกสินค้าได้เทียบท่าเรือกรุงเทพมหานครมิฉะนั้นโจทก์จะต้องเสียค่าปรับให้แก่ผู้ซื้อวันที่ 10,000 บาทและถ้าไม่สามารถส่งมอบสินค้าภายใน 10 วัน ผู้ซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ โจทก์สั่งซื้อสินค้าดังกล่าวจากบริษัทในฮ่องกง

สินค้าจะนำเข้ามาทางเรือโดยกำหนดถึงท่าเรือกรุงเทพมหานครวันที่ 4 เมษายน2529 จำเลยเป็นตัวแทนเรือในประเทศไทย มีหน้าที่ทำรายงานอันถูกต้องยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อจะนำสินค้าดังกล่าวของโจทก์ออกจากเรือขึ้นท่าโดยรวดเร็ว แต่เมื่อระหว่างที่เรือจะเข้าเทียบท่าเรือกรุงเทพมหานคร จำเลยทำรายงานยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อแทนที่จะระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับตราส่งกลับระบุชื่อบริษัทพัฒนายนต์ชลบุรี จำกัด เป็นผู้รับตราส่งอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถรับสินค้าภายในเวลาปกติได้เป็นเหตุให้ผู้ซื้อ 3 ราย ดังกล่าวบอกเลิกสัญญา โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นค่าเช่าเรือลำเลียง ค่าเช่าโกดังเก็บสินค้า

ค่าปรับตามสัญญาให้แก่ผู้ซื้อ 3 ราย และค่าขายสินค้าได้ราคาต่ำกว่าราคาที่ขายให้ผู้ซื้อเดิม รวมเป็นเงิน 701,500 บาท นอกเหนือจากที่ต้องคืนเงินมัดจำให้ผู้ซื้อเดิม โจทก์ทราบว่าจำเลยละเมิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2529 โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยชำระค่าเสียหายดังกล่าวแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ 701,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นตัวแทนของบริษัทไชน่าโอเชี่ยนชิปปิ้ง จำกัด มีหน้าที่ในการจัดทำเอกสารให้แก่ผู้รับสินค้าในประเทศไทย จำเลยไม่ได้ประกอบกิจการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศหรือเป็นผู้รับขนส่งสินค้าทางทะเลจากโจทก์และไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์การจัดทำเอกสารการรับสินค้าพิพาทโดยระบุชื่อบริษัทพัฒนายนต์ชลบุรีจำกัด เป็นผู้รับสินค้า

จำเลยจัดทำตามที่บริษัท พี เอ็น วีธุรกิจและบริการ จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนโจทก์แจ้งให้จำเลยทราบและจัดทำตามความประสงค์ของโจทก์ ทั้งได้ส่งมอบเอกสารดังกล่าวให้โจทก์รับไปโดยมิได้โต้แย้งตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2529 แล้วซึ่งโจทก์ก็ได้นำเอกสารไปรับสินค้าพิพาทจากเรือเฟง ฮาง เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2529 การที่โจทก์ไม่สามารถนำสินค้าพิพาทออกจากเรือได้นั้นไม่ใช่เป็นความผิดของจำเลย โจทก์มิได้เสียหายตามฟ้องทั้งโจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วย ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 701,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ปัญหาว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่นั้น โจทก์มีนายวิชัย วิปัสสนาธรรม พนักงานโจทก์นายสุรพล ดวงหิรัญวิมล นิติกรกองคดี กรมศุลกากร และนายประภาสชัยวัฒนายน ผู้จัดการบริษัท พี เอ็น วี ธุรกิจและบริการ จำกัดเป็นพยานเบิกความสรุปได้ว่า เมื่อโจทก์ได้รับใบตราส่งและใบกำกับสินค้าจากธนาคาร โจทก์ได้มอบให้บริษัท พี เอ็น วีธุรกิจและบริการ จำกัด รับไปดำเนินพิธีการทางศุลกากรออกสินค้าพิพาทให้แก่โจทก์ บริษัท พี เอ็น วี ธุรกิจและบริการ จำกัดได้ส่งมอบใบตราส่งซึ่งธนาคารได้สลักหลังระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับสินค้าและใบกำกับสินค้าให้แก่จำเลย จำเลยซึ่งเป็นตัวแทนเรือเป็นผู้แจ้งบัญชีสินค้าสำหรับเรือต้องระบุชื่อผู้รับสินค้าพิพาทให้ตรงกับใบตราส่ง แต่จำเลยได้แจ้งระบุชื่อผู้รับสินค้าในบัญชีสินค้าสำหรับเรือผิดไปจากใบตราส่ง

ทำให้บริษัท พี เอ็น วีธุรกิจและบริการ จำกัด ออกสินค้าพิพาทจากท่าเรือให้โจทก์ช้าไปส่วนจำเลยนำสืบอ้างว่า จำเลยได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากพนักงานของบริษัท พี เอ็น วี ธุรกิจและบริการ จำกัด ตัวแทนโจทก์ว่าผู้รับสินค้าพิพาทคือบริษัทพัฒนายนต์ชลบุรี จำกัด โดยยังไม่ได้รับใบตราส่งจำเลยเชื่อตามที่ได้รับแจ้งเพราะบริษัทพัฒนายนต์ชลบุรีจำกัด เคยสั่งสินค้ากากถั่วเหลืองเข้ามา โดยมีบริษัท พี เอ็น วีธุรกิจและบริการ จำกัด เป็นตัวแทนในการรับสินค้า และเป็นลูกค้าของจำเลยมานานแล้ว จำเลยจึงได้แจ้งระบุชื่อผู้รับสินค้าในบัญชีสินค้าสำหรับเรือว่าเป็นบริษัทพัฒนายนต์ชลบุรี จำกัด เห็นว่าตามที่โจทก์นำสืบมาน่าเชื่อว่า เมื่อโจทก์ได้รับใบตราส่งและใบกำกับสินค้าจากธนาคารโดยชำระหนี้ให้แก่ธนาคารแล้ว

โจทก์ได้มอบให้แก่บริษัท พี เอ็น วี ธุรกิจและบริการ จำกัด เพื่อนำไปดำเนินพิธีการทางศุลกากรออกสินค้าพิพาท และบริษัท พี เอ็น วีธุรกิจและบริการ จำกัด ได้มอบใบตราส่งและใบกำกับสินค้าให้แก่จำเลยซึ่งเป็นตัวแทนเรือเพื่อนำไปออกเอกสารปล่อยสินค้าแล้วที่จำเลยอ้างว่าจำเลยได้รับแจ้งชื่อผู้รับสินค้าพิพาททางโทรศัพท์จากพนักงานของบริษัท พี เอ็น วี ธุรกิจและบริการ จำกัด ว่าเป็นบริษัทพัฒนายนต์ชลบุรี จำกัด จึงได้แจ้งระบุชื่อบริษัทดังกล่าวเป็นผู้รับสินค้าพิพาทไปนั้น นายง่วนฮุน แซ่ตัน พนักงานจำเลยผู้รับโทรศัพท์เป็นพยานเบิกความว่า พยานเป็นผู้รับแจ้งข้อมูลทางโทรศัพท์จากบริษัท พี เอ็น วี ธุรกิจและบริการ จำกัดผู้ที่โทรศัพท์แจ้งว่าชื่อนายไพโรจน์ทำงานอยู่ที่บริษัทพี

เอ็น วี ธุรกิจและบริการ จำกัด แต่พยานไม่เคยรู้จักนายไพโรจน์มาก่อน การที่นายง่วนฮุนไม่รู้จักนายไพโรจน์มาก่อนตามปกติวิสัยน่าจะได้มีการตรวจสอบให้แน่นอนเสียก่อนทั้งการที่นายง่วนฮุนอ้างว่าได้รับแจ้งข้อมูลทางโทรศัพท์นั้นนายประภาสผู้จัดการบริษัท พี เอ็น วี ธุรกิจและบริการ จำกัดพยานโจทก์ก็เบิกความยืนยันอยู่ว่าไม่เคยมีการแจ้งชื่อผู้รับสินค้าด้วยวาจาไปให้จำเลยทราบ แต่ได้ส่งใบตราส่งไปให้จำเลย นอกจากนั้นการที่นายง่วนฮุนพยานจำเลยเบิกความว่า พยานได้รับใบตราส่งตามสำเนาใบตราส่งเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 ไว้จากโจทก์แล้ว โดยบริษัท พี เอ็น วี ธุรกิจและบริการ จำกัด เป็นผู้นำมาให้และได้ประทับตรารับไว้ในวันที่ 3 เมษายน 2529 แสดงว่าจำเลยได้รับใบตราส่งไว้ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2529 ก่อนวันที่เรือเฟง

ฮางจะเข้าเทียบท่าเรือกรุงเทพมหานคร ที่ด้านหน้าของใบตราส่งก็มีชื่อโจทก์และที่ด้านหลังธนาคารเอเชีย จำกัด ก็สลักหลังระบุชื่อโจทก์ ชื่อโจทก์จึงปรากฏเป็นผู้รับสินค้าตามใบตราส่งนั้นอยู่แล้ว จำเลยซึ่งเป็นผู้แจ้งบัญชีสินค้าสำหรับเรือโดยระบุชื่อผู้รับสินค้า จึงมีหน้าที่ต้องตรวจดูชื่อผู้รับสินค้าพิพาทจากเอกสารต่าง ๆ ให้ละเอียดแล้วจึงแจ้งระบุชื่อไปให้ถูกต้องซึ่งจำเลยในฐานะตัวแทนเรือสามารถตรวจตราก่อนได้ แต่หาได้ปฏิบัติไม่ กลับแจ้งระบุชื่อผู้รับสินค้าพิพาทไปโดยไม่ใช่ความระมัดระวังอันสมควรการกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ถือได้ว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ปัญหาว่าค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงใดนั้น

ปัญหาดังกล่าวศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยว่า เห็นว่า ค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงใดเป็นประเด็นในคดีและจำเลยอ้างในคำแก้ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่ความเสียหายของโจทก์ โจทก์มีนายวิชัย วิปัสสนาธรรม พนักงานโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อโจทก์ได้รับคำยืนยันจากผู้ขายว่าสินค้าพิพาทที่สั่งซื้อบรรทุกลงเรือเฟง ฮาง จะเข้าเทียบท่าเรือกรุงเทพมหานครในวันที่ 4 เมษายน 2529 โจทก์ได้ทำสัญญาขายสินค้าพิพาทนั้นให้แก่ลูกค้า 3 ราย โดยตกลงว่าจะส่งมอบสินค้าพิพาทให้แก่ผู้ซื้อหลังจากเรือเทียบท่าแล้ว 5 วัน ถ้าโจทก์ผิดสัญญาจะถูกผู้ซื้อปรับรายละ 10,000 บาท ต่อวัน ถ้าส่งมอบสินค้าพิพาทไม่ได้ภายใน10 วัน

ผู้ซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญา ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.15ถึง จ.17 เนื่องจากจำเลยแจ้งระบุชื่อผู้รับสินค้าพิพาทผิดไป ทำให้ไม่สามารถนำสินค้าพิพาทออกได้นับแต่วันที่เรือเทียบท่าเป็นเวลา15 วัน ทำให้โจทก์ต้องเสียค่าเรือลำเลียงที่บรรทุกสินค้าเพื่อรอการขนถ่ายสินค้าออก เป็นเงิน 54,550 บาท ตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมายจ.18 ผู้ซื้อสินค้าพิพาททั้งสามรายบอกเลิกสัญญา โจทก์ต้องเสียค่าปรับรายละ 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 150,000 บาท ตามใบสำคัญจ่ายเงินเอกสารหมาย จ.21 โจทก์ต้องเช่าโกดังเก็บสินค้าไว้เพื่อรอจำหน่าย ค่าเช่าเป็นเงิน 51,950 บาท ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมายจ.19 และ จ.20 และโจทก์ต้องนำสินค้าพิพาททั้งหมดออกเร่ขายแต่ได้ราคาต่ำกว่าที่จะขายให้แก่ผู้ซื้อเดิมทั้งสามรายเป็นเงิน 445,000บาท ตามสำเนาใบเสร็จรับเงิน

เอกสารหมาย จ.22 รวมเป็นค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสิ้น 701,500 บาท เห็นว่า โจทก์มีพยานบุคคลมาเบิกความยืนยันและมีพยานเอกสารมาแสดงพยานบุคคลนั้นนอกจากนายวิชัยพนักงานโจทก์แล้ว โจทก์มีนายจรูญ วัฒนกิจ ซึ่งตกลงซื้อสินค้าพิพาทไว้กับโจทก์มาเบิกความเป็นพยานสนับสนุน แม้นายสุรพงศ์นิ่มปุญกัมพงศ์ และนายสมชาย สุทธิพงศ์เกษตร ซึ่งตกลงซื้อสินค้าพิพาทไว้อีก 2 ราย จะมิได้มาเบิกความยืนยัน แต่ก็ปรากฏว่านายสุรพงศ์และนายสมชายได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับเงินค่าปรับจากโจทก์ไป ตามใบสำคัญจ่ายเงินเอกสารหมาย จ.21 แผ่นที่ 1 และ 3พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาเห็นได้ว่า ความเสียหายของโจทก์เป็นผลโดยตรงจากการกระทำละเมิดอันจำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์สำหรับความเสียหายของโจทก์นี้ จำเลยมิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่นข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินรวม 701,500บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมพงษ์ สนธิเณร · สมศักดิ์ วิธุรัติ · ไพโรจน์ คำอ่อน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6502/2558

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ผท 6565 ชลบุรีไว้กับจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัย ในวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถคันดังกล่าวไปตามถนนสายอ่างศิลามุ่งหน้าไปตลาดอ่างศิลาซึ่งเป็นถนนมีช่องเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8615/2550

คดีนี้โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยโดยกล่าวหาว่าจำเลยเอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ทั้งสองต่อศาล โดยประสงค์จะให้โจทก์ทั้งสองรับโทษทางอาญา ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหายเพราถูกฟ้องคดีอาญา จึงเป็…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4003/2549

โจทก์ยื่นคำร้องว่าจำเลยปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยซ่อมแซมบ้านให้โจทก์เพียงบางส่วน ขอให้ศาลกำหนดค่าเสียหายของโจทก์ แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพียงว่า จำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความโดยไม่ได้กำหนดค่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5080/2545

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เข้าดำเนินงานสถานีบริการน้ำมันสวัสดิการค่ายสรรพสิทธิประสงค์ ในบริเวณมณฑลทหารบกที่ 22 โดยพลตรี น. ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 22 ในขณะนั้นได้กระทำการในฐานะตัวแทนกองทัพบกจำเลยที่ 1 ให้โจท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3630/2541

โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาให้รับผิดต่อโจทก์ผู้เป็นบุคคลภายนอกอันเกิดจากการ นำยึด และขายทรัพย์สินโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 284 วรรคสอง ซึ่งมิได้มีกฎหมายบัญญัติในเร…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้