คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 94068 ตกเป็นภารจำยอมแก่สิ่งปลูกสร้างเลขที่ 17 มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยครอบครองที่ดินส่วนที่รุกล้ำโดยไม่สุจริตและมิได้เป็นผู้ปลูกสร้างโรงเรือนที่รุกล้ำที่ดินโจทก์โดยสุจริต จึงไม่มีสิทธิขอให้จดทะเบียนภารจำยอม ขอให้ยกฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยรื้อถอนรั้วที่รุกล้ำออกจากที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยชำระเงินค่าใช้ที่ดิน100,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 มีนาคม 2538) จนกว่าจะชำระเสร็จกับให้โจทก์จดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 94068 ตำบลบางจากอำเภอพระโขนง
กรุงเทพมหานคร เป็นภารจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 94012 เฉพาะในส่วนของบ้านเลขที่ 17 ที่รุกล้ำหากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกโจทก์และจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติ โดยคู่ความมิได้โต้เถียงกันว่าเดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 94068 ของโจทก์ และโฉนดเลขที่ 94012 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลย เป็นที่ดินแปลงเดียวกันคือโฉนดเลขที่ 56162 ซึ่งโจทก์ซื้อมาจาก นางโนรี เตชะไพบูลย์ ทั้งนี้โดยมีสิ่งปลูกสร้างอยู่ในที่ดินมาก่อนแล้ว ต่อมาโจทก์นำที่ดินโฉนดเลขที่ 94012 ไปจดทะเบียนจำนอง และมีการบังคับจำนอง ซึ่งนางต่วน วิภาบุษบากร เป็นผู้ประมูลได้
จากนั้นนางต่วนได้ขายที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยปรากฏว่าสิ่งปลูกสร้างบางส่วนคือส่วนหนึ่งของบ้านเลขที่ 17 และรั้วบ้านรุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ 94068 ของโจทก์ตามข้อเท็จจริงแห่งคดีกรณีไม่เข้าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1312 เพราะการรุกล้ำมิได้เกิดจากจำเลยสร้างขึ้นเมื่อไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้จึงต้องนำ มาตรา 1312ซึ่งเป็นบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งมาปรับตามมาตรา 4 วรรคสองแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้รื้อส่วนของบ้านเลขที่ 17 ที่รุกล้ำแต่มีสิทธิเรียกเงินเป็นค่าใช้ส่วนแดนกรรมสิทธิ์ และดำเนินการจดทะเบียนสิทธิเป็นภารจำยอม ซึ่งประเด็นข้อนี้คู่ความยอมรับโดยมิได้โต้แย้งจำเลยคงฎีกาโต้แย้งเฉพาะรั้วบ้านที่รุกล้ำว่าเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรือนที่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 1312 ซึ่งประเด็นดังกล่าวเห็นว่า
รั้วบ้านที่รุกล้ำนั้นมิใช่การรุกล้ำของโรงเรือนหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของโรงเรือนอันจะปรับใช้มาตรา 1312 ได้ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้จำเลยรื้อรั้วบ้านที่รุกล้ำ จึงชอบแล้วฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นจำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อรั้วบ้านเป็นการพิพากษาเกินคำฟ้อง เพราะโจทก์ขอท้ายฟ้องให้จำเลยรื้อสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกไปเท่านั้น เห็นว่ารั้วบ้านก็อยู่ในความหมายของสิ่งปลูกสร้างในที่ดินเช่นเดียวกับโรงเรือนดังนั้นที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อรั้วบ้านที่รุกล้ำ จึงหาได้เป็นการพิพากษาเกินคำฟ้องไม่ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกันส่วนที่จำเลยฎีกาโต้แย้งว่า ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าใช้ที่ดินจำนวน 100,000 บาท สูงกว่าความเป็นจริงนั้น เห็นว่าที่ดินของโจทก์อยู่ติดถนน ซึ่งโจทก์ไม่อาจใช้ประโยชน์จากส่วนที่โรงเรือนรุกล้ำได้ทั้งบ้านเลขที่ 17 ก็มีสภาพมั่นคงแข็งแรงทำให้จำเลยสามารถใช้ประโยชน์ได้เป็นเวลานานยากที่จะสลายไปตามสภาพ
ค่าใช้ที่ดินที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมาจึงเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นจำเลยฎีกาเป็นประเด็นสุดท้ายว่า จำเลยยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดจึงไม่ต้องชำระดอกเบี้ยให้โจทก์นั้น เห็นว่า จริงอยู่คดีนี้ก่อนฟ้องจำเลยยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดแต่เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกค่าใช้ที่ดินจากจำเลยแล้ว จำเลยปฏิเสธไม่ยอมชำระค่าใช้ที่ดินแก่โจทก์ย่อมถือว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน