Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1510/2522

พ.ศ. 2522 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สามีเอาที่ดินสินสมรสไปจำนองธนาคารเอาเงินไปปรนเปรอภริยาน้อยหนี้นี้ไม่เป็นหนี้ร่วมตามมาตรา 1482(1) ที่ใช้อยู่ในขณะนั้น สามีแพ้คดีที่ภริยาฟ้องหย่าโดยเหตุที่สามีต้องรับผิดฝ่ายเดียว ภริยาไม่มีรายได้ สามีต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูตามฐานะของภริยา และความสามารถของสามี ตามมาตรา 1506, 1508 ซึ่งใช้อยู่ในขณะนั้น

คำฟ้องและคำให้การ

สามีเอาที่ดินสินสมรสไปจำนองธนาคารเอาเงินไปปรนเปรอภริยาน้อยหนี้นี้ไม่เป็นหนี้ร่วมตามมาตรา 1482(1) ที่ใช้อยู่ในขณะนั้น สามีแพ้คดีที่ภริยาฟ้องหย่าโดยเหตุที่สามีต้องรับผิดฝ่ายเดียว ภริยาไม่มีรายได้ สามีต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูตามฐานะของภริยา และความสามารถของสามี ตามมาตรา 1506, 1508 ซึ่งใช้อยู่ในขณะนั้นศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากสามีภริยากัน ให้แบ่งสินสมรสขายทอดตลาดที่ดินใช้หนี้ค่าเช่าซื้อรถยนต์ขายรถยนต์แบ่งเงินคนละครึ่ง ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เดือนละ 300 บาทจนกว่าจะสมรสใหม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "คดีมีปัญหาในชั้นฎีกาว่า (1) หนี้ 90,000บาทเศษ ที่จำเลยเบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคาร โดยเอาที่ดินสินสมรส 2 แปลงจำนองเป็นประกันหนี้นั้นเป็นหนี้ร่วมหรือไม่ (2) จำเลยจะต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่โจทก์หรือไม่ปัญหาข้อแรก จำเลยฎีกาว่าจำเลยมีรายได้ไม่พอใช้จ่าย ได้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารมาใช้จ่ายในครอบครัว เป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์กับบุตรและให้การศึกษาแก่บุตร หนี้ธนาคารดังกล่าวเป็นหนี้ร่วมซึ่งโจทก์และจำเลยจะต้องรับผิดร่วมกันนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า ตามคำเบิกความของโจทก์ได้ความว่าตอนแต่งงานจำเลยออกจากครูไปเป็นผู้จัดการฝ่ายขายที่บริษัทหาญเอนจิเนียริ่งจำกัด ได้เงินเดือนประมาณเดือนละ 4,000 บาท ทำงานอยู่ 2 ปี แล้วจำเลยลาออกไปทำงานที่สำนักงานสยามทนายความ มีรายได้ประมาณเดือนละ5,000 - 6,000 บาท ค่าใช้จ่ายในครอบครัวในปี พ.ศ. 2513 ซึ่งขณะนั้นมีบุตร4 คนแล้วตกประมาณเดือนละ 4,000 บาท ตามพยานหลักฐานของจำเลยได้ความว่า จำเลยเพิ่งไปเปิดบัญชีกระแสรายวันและทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารเริ่มแต่ปี พ.ศ. 2515 เป็นต้นมา แสดงว่าก่อนหน้าจะทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีนั้น จำเลยมีรายได้จากการทำงานเพียงพอที่จะใช้จ่ายอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตรตลอดจนค่าใช้จ่ายในการศึกษาของบุตรได้ ที่จำเลยอ้างว่ามีรายได้ประมาณเดือนละ 2,000 บาทไม่มีน้ำหนักจะรับฟัง และตามบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย

ล.2 ในช่องเจ้าหนี้ ปรากฏว่าบางเดือนจำเลยนำเงินเข้าบัญชีครั้งละหลายหมื่นบาท รวมทั้งเดือนไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนบาทก็มี ซึ่งแสดงว่าจำเลยมีรายได้จากการทำงานน่าจะมากกว่าจำนวนเงินรายได้ที่โจทก์ประมาณเสียอีก นอกจากนี้ข้อที่โจทก์อ้างว่าจำเลยเอาเงินที่เบิกจากธนาคารไปเที่ยวไนท์คลับและพานางกัลยาภริยาน้อยไปเที่ยวปีนังกับสิงค์โปร์ตามภาพถ่ายหมาย จ.3 ทั้งจำเลยเอาเงินไปปลูกบ้านให้นางกัลยาที่จังหวัดปราจีนบุรี ข้อนี้จำเลยมิได้นำสืบปฏิเสธแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงเชื่อว่าที่จำเลยเอาที่ดินสินสมรส2 แปลงไปจำนองธนาคารเป็นประกันสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีนั้น ได้เบิกเงินจากธนาคารเอาไปใช้จ่ายเป็นส่วนตัว และปรนเปรอกับปลูกบ้านให้นางกัลยาภริยาคนใหม่

หาใช่นำเงินมาใช้จ่ายอุปการะเลี้ยงดูโจทก์กับบุตรและให้การศึกษาแก่บุตรดังที่จำเลยอ้างไม่ ดังนี้หนี้ 90,000 บาทเศษที่จำเลยเบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารจึงไม่ใช่หนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1482(1)ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นอันโจทก์จะต้องร่วมรับผิดใช้หนี้ด้วย จำเลยไม่มีสิทธิที่จะขอให้หักหนี้ดังกล่าวออกจากสินสมรสส่วนปัญหาข้อสอง จำเลยจะต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่โจทก์หรือไม่นั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน โดยเหตุที่จำเลยไปจดทะเบียนกับหญิงอื่น และไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตามสมควร ซึ่งการกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงจำเลยเป็นผู้ต้องรับผิดแต่ฝ่ายเดียว และปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้ทำงาน ไม่มีรายได้สำหรับเลี้ยงชีพ จำเลยจะต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่โจทก์จนกว่าโจทก์จะได้สมรสใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1506, 1508 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น เมื่อคำนึงถึงฐานะของโจทก์และความสามารถในการหารายได้ของจำเลยแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์เดือนละ300 บาท ก็เป็นจำนวนพอสมควรและไม่เกินความสามารถของจำเลย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ภิญโญ ธีรนิติ · สีห์ คลายนสูตร · ภักดิ์ บุณย์ภักดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้