Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1509/2565

พ.ศ. 2565 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ป.วิ.อ. มาตรา 46 บัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" อันมีความหมายว่าคำพิพากษาในส่วนอาญานั้นต้องถึงที่สุดแล้วและเป็นคู่ความเดียวกัน ทั้งข้อเท็จจริงที่คดีส่วนแพ่งจะต้องถือตามนั้นต้องเป็นข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นโดยตรงในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาด้วย เมื่อปรากฏว่าคำพิพากษาในคดีอาญาถึงที่สุดและโจทก์กับจำเลยต่างเป็นคู่ความเดียวกัน จึงต้องพิจารณาเพียงว่าคำวินิจฉัยเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาเป็นประเด็นโดยตรงกับคดีนี้หรือไม่ ซึ่งในคดีอาญาดังกล่าวทั้งสามศาลต่างพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม โดยคำพิพากษาในคดีส่วนอาญาของทั้งสามศาลต่างวินิจฉัยในประเด็นโดยตรงแห่งคดีเช่นเดียวกับคดีนี้ แม้จะมีรายละเอียดของการให้เหตุผลแตกต่างไปบ้างก็สืบเนื่องมาจากการวินิจฉัยตามข้ออุทธรณ์และข้อฎีกาของโจทก์ แต่ผลสุดท้ายแห่งคดีคือยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม อันเกิดจากการฟังข้อนำสืบพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่าย ดังนั้น ในการพิพากษาคดีนี้ย่อมต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาว่าจำเลยมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยการปลอมเช็คและใช้เช็คปลอม

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงิน 158,330,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสาว น. ผู้อนุบาลของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2555 ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถโดยให้อยู่ในความอนุบาลของนางสาว น. ต่อมาวันที่ 21 มกราคม 2560 ในระหว่างการพิจารณาคดีนี้โจทก์ถึงแก่ความตาย มีนางสาว น. และนายธนัตถ์ เป็นทายาทโดยธรรม เมื่อปี 2543 โจทก์ลงลายมือในใบถอนเงินธนาคาร ในฐานะเจ้าของบัญชี โดยจำเลยกรอกข้อความในช่องชื่อบัญชี ช่องเลขบัญชี ช่องวันที่ และช่องจำนวนเงิน จำนวน 4 ฉบับ ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2543 จำนวนเงิน 131,000,000 บาท ฉบับที่ 2 ถึงที่ 4 ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2543 จำนวนเงิน 10,979,319.55 บาท 1,020,680.45 บาท และ 1,000,000 บาท แล้วจำเลยถอนเงินทั้งหมดไป

ต่อมาโจทก์ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคาร ในฐานะเจ้าของบัญชี โดยมีผู้อื่นกรอกข้อความในช่องวันที่ ช่องจ่าย และช่องจำนวนเงิน จำนวน 5 ฉบับ ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2548 สั่งจ่ายแก่จำเลยจำนวน 5,000,000 บาท ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2550 สั่งจ่ายว่า "สด" จำนวน 230,000 บาท ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 16 มกราคม 2551 สั่งจ่ายว่า "สด" จำนวน 300,000 บาท ฉบับที่ 4 ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 สั่งจ่ายแก่โจทก์ จำนวน 1,800,000 บาท และฉบับที่ 5 ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2551 สั่งจ่ายแก่โจทก์และจำเลย จำนวน 7,000,000 บาท จำเลยรับเงินตามเช็คฉบับที่ 1 ถึงที่ 3 ส่วนฉบับที่ 4 และที่ 5 จำเลยนำเช็คไปฝากเข้าบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร

โจทก์และจำเลยเปิดบัญชีไว้ร่วมกัน ก่อนคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาลอาญาในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1201/2557 หมายเลขแดงที่ อ.982/2559 โดยกล่าวหาว่าจำเลยปลอมใบถอนเงินฉบับที่ 1 ถึงที่ 4 ของคดีนี้ และปลอมเช็คทั้งห้าฉบับของคดีนี้ ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์และฎีกา ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน คดีนี้มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ในการพิพากษาคดีนี้ตามฟ้องข้อ 2.4 ถึงข้อ 2.8 ต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.982/2559 ของศาลอาญาหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าในคดีอาญาดังกล่าวโจทก์ฟ้องจำเลยตอนหนึ่งว่าจำเลยปลอมเช็คตามฟ้องข้อ 2.4 ถึงข้อ 2.7 คดีนี้ โดยจำเลยปลอมเช็คของโจทก์ซึ่งโจทก์ลงลายมือชื่อในฐานะผู้สั่งจ่ายด้วยการกรอกข้อความลงในเช็คทั้งสี่ฉบับ กับปลอมเช็คอีกฉบับตามฟ้องข้อ 2.8 โดยการกรอกข้อความและปลอมลายมือของโจทก์ในฐานะผู้สั่งจ่าย แล้วนำไปใช้ในการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย

รับเป็นเงินสด และโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากร่วมระหว่างโจทก์กับจำเลย โดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย ทำนองเดียวกับที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา กล่าวคือ ความรับผิดในคดีแพ่งมีมูลเหตุอันเกิดจากการกระทำความผิดคดีอาญา ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" อันมีความหมายว่าคำพิพากษาในส่วนอาญานั้นต้องถึงที่สุดแล้ว และเป็นคู่ความเดียวกัน ทั้งข้อเท็จจริงที่คดีส่วนแพ่งจะต้องถือตามนั้นต้องเป็นข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นโดยตรงในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาด้วย เมื่อปรากฏว่า คำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดโดยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4743/2561 ซึ่งโจทก์กับจำเลยต่างเป็นคู่ความเดียวกัน จึงต้องพิจารณาเพียงว่าคำวินิจฉัยเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาเป็นประเด็นโดยตรงกับคดีนี้หรือไม่ ซึ่งในคดีอาญาดังกล่าวทั้งสามศาลต่างพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม โดยศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงแล้วเชื่อว่าจำเลยกรอกข้อความในเช็คตามความประสงค์ของโจทก์

ส่วนเช็คที่โจทก์อ้างว่าจำเลยปลอมทั้งฉบับโดยกรอกข้อความและลายมือชื่อของโจทก์ในเช็คนั้นฟังว่าเป็นลายมือชื่อของโจทก์ และจำเลยกรอกข้อความตามความประสงค์ของโจทก์เช่นกัน ส่วนศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงเช่นเดียวกันว่าโจทก์รู้เห็นและยินยอมในการทำนิติกรรมเช็คตามฟ้อง และเห็นว่าเช็คอีกฉบับหนึ่งเป็นลายมือชื่อของโจทก์จริง ในชั้นที่โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทำนิติกรรมโดยมีสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์และเป็นลายมือชื่อของโจทก์ที่สั่งจ่ายเช็ค ประกอบกับโจทก์ไม่เคยโต้แย้งรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีกระแสรายวันที่ธนาคารจัดส่งให้โจทก์ทราบทุกเดือน จึงไม่พอฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฐานปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอมตามฟ้อง ย่อมเห็นได้โดยชัดแจ้งว่า

คำพิพากษาในคดีส่วนอาญาของทั้งสามศาลต่างวินิจฉัยในประเด็นโดยตรงแห่งคดีเช่นเดียวกับคดีนี้ แม้จะมีรายละเอียดของการให้เหตุผลแตกต่างไปบ้างก็สืบเนื่องมาจากการวินิจฉัยตามข้ออุทธรณ์และข้อฎีกาของโจทก์ แต่ผลสุดท้ายแห่งคดีคือ ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิ (เช็ค) ปลอม อันเกิดจากการฟังข้อนำสืบพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่าย ดังนั้น ในการพิพากษาคดีนี้ย่อมต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.982/2559 ของศาลอาญา ว่าจำเลยมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยการปลอมเช็คและใช้เช็คตามฟ้องข้อ 2.4 ถึง 2.8 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาประการสุดท้ายมีว่า

จำเลยต้องรับผิดชดใช้เงินตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.3 แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ตั้งแต่ข้อ 3 ข้อ 3.1 ถึงข้อ 3.7 ล้วนเป็นการคัดลอกข้อความมาจากอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อ 5 ข้อ 5.1 ถึงข้อ 5.7 โดยมิได้โต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ถูกต้องและคลาดเคลื่อนในเรื่องใด ที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งและไม่มีประเด็นให้ศาลฎีกาวินิจฉัย เพราะเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ส่วนตามฎีกาของโจทก์ในข้อ 4 ที่ว่า โจทก์มีพยานนำสืบประกอบพฤติกรรมแห่งคดีให้รับฟังได้ว่า ขณะโจทก์ถอนเงินและสั่งจ่ายแคชเชียร์เช็คตามข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.3 โจทก์มีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ และจำเลยรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่กระทำโดยทุจริตฉ้อฉลนำเอกสารดังกล่าวที่โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ก่อนนำไปถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์

ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ขัดแย้งกับคำฟ้องของโจทก์ที่ตั้งประเด็นว่าจำเลยกรอกข้อความในใบถอนเงินที่โจทก์ลงลายมือชื่อในฐานะเจ้าของบัญชีโดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอม เพราะการลงลายมือชื่อของโจทก์โดยถูกฉ้อฉลเกิดจากการแสดงเจตนาโดยวิปริตเพราะสำคัญผิดและหลงเชื่อตามอุบายที่ถูกหลอกลวง ซึ่งแตกต่างจากการไม่รู้ข้อเท็จจริงโดยลงลายมือชื่อก่อนที่จำเลยจะกรอกข้อความในภายหลัง ฉะนั้น จึงเป็นข้อฎีกาที่นอกฟ้องนอกประเด็น ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) เช่นเดียวกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชาติชาย อัครวิบูลย์ · พิชัย เพ็งผ่อง · อรุณ เรืองเพชร
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายวัชรินทร์ ภู่นริศ
ศาลอุทธรณ์ - นายประสิทธิ์ ตันติเสรี
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.791/2564
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ.4555/2557
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้