Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15067/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขอค่าอุปการะเลี้ยงดูหลังหย่าซึ่งที่ถูกคือค่าเลี้ยงชีพนั้นจะต้องเป็นกรณีหย่าโดยคำพิพากษาของศาล และคดีต้องฟังได้ว่า เหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจึงจะกำหนดค่าเลี้ยงชีพให้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 แต่คดีนี้โจทก์และจำเลยตกลงหย่ากันในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่ากัน จึงไม่มีเหตุที่จะให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์ตามบทบัญญัติดังกล่าว ข้อตกลงตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานนอกจากเรื่องหย่าแล้วยังมีเรื่องทรัพย์สินรวมทั้งเงินที่จำเลยตกลงแบ่งให้แก่โจทก์ โดยในขณะที่ตกลงกันนั้นโจทก์และจำเลยยังไม่ได้จดทะเบียนหย่ากัน ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่สามีภริยาได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากัน จำเลยย่อมบอกล้างสัญญาดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1469 อันเป็นผลให้ข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยสิ้นความผูกพัน โจทก์ไม่อาจบังคับให้จำเลยแบ่งทรัพย์สินรวมทั้งเงินได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีและภริยากัน ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 9,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดจำนวน 735,000 บาท แก่โจทก์ และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยชำระเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ 1 ปี นับแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2548 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 3,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยชำระเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์เป็นงวดรายเดือน เดือนละ 300,000 บาท โดยเริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 1 ของเดือนถัดจากที่คดีนี้ถึงที่สุดและงวดต่อไปชำระทุกวันที่ 1 ของทุก ๆ เดือนถัดไปจนกว่าจะครบกำหนดระยะเวลา 10 ปีเป็นเงินจำนวน 36,000,000 บาท จำเลยยื่นคำให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยตกลงหย่ากันตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2550

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,940,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่สามีหรือภริยาต้องรับผิดต่ออีกฝ่ายหนึ่งนั้นเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/38 ซึ่งบัญญัติว่า "ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา...ย่อมเรียกจากกันได้ในเมื่อฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ ค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณี" ข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของโจทก์และจำเลยได้ความว่า หลังจากโจทก์จดทะเบียนอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยแล้วโจทก์ไม่ได้ประกอบอาชีพใดนอกจากช่วยทำงานในคลินิกของจำเลย

โจทก์จึงควรได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลย ในข้อนี้จำเลยรับว่าให้เงินโจทก์เดือนละ 40,000 บาท และให้เป็นรายวันอีกวันละ 4,000 บาท เมื่อจำเลยมีความสามารถที่จะให้เงินดังกล่าวแก่โจทก์ในระหว่างที่ยังไม่ได้หย่ากัน และโจทก์ขอค่าอุปการะเลี้ยงดูมาตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2548 อันเป็นวันหลังจากโจทก์และจำเลยตกลงจะหย่ากันตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานจนถึงวันฟ้อง โดยขอคิดเพียง 1 ปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์มานั้นจึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งกรณีแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อสองว่า โจทก์มีรายได้จากการเป็นหุ้นส่วนกับน้องชายโจทก์ในคลินิกแพทย์ชญานินทร์ และโจทก์เบิกความรับว่าขณะเบิกความโจทก์รับจ้างทำงานที่คลินิกดังกล่าวมีรายได้เดือนละ 8,000 บาท

ประกอบกับโจทก์อายุยังน้อยสามารถประกอบการงานได้ตามปกติ ทั้งโจทก์ยังมีทรัพย์สินและรายได้พอเลี้ยงตนเองได้นั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ขาดไร้อุปการะย่อมต้องดิ้นรนขวนขวายเพื่อให้มีรายได้ในการยังชีพ มิใช่เหตุที่จำเลยจะยกขึ้นอ้างเพื่อให้ตนพ้นความรับผิด ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้บังคับจำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้โจทก์เดือนละ 44,000 บาท นับแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2549 ไปจนกว่าโจทก์และจำเลยจะจดทะเบียนหย่ากันนั้น ในข้อนี้ตามคำฟ้องของโจทก์แยกเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูก่อนหย่า โดยในส่วนนี้โจทก์ขอให้จำเลยชำระเป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2548 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 กำหนดให้ 1,940,000 บาท โจทก์จะขอให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูต่อไปอีกตามฎีกาของโจทก์อันเกินไปจากคำขอตามคำฟ้องของโจทก์หาได้ไม่

ส่วนที่โจทก์ขอค่าอุปการะเลี้ยงดูหลังหย่า ซึ่งที่ถูกคือค่าเลี้ยงชีพนั้นจะต้องเป็นกรณีหย่าโดยคำพิพากษาของศาล และคดีต้องฟังได้ว่าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจึงจะกำหนดค่าเลี้ยงชีพให้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 แต่คดีนี้โจทก์และจำเลยตกลงหย่ากันในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่ากันจึงไม่มีเหตุที่จะให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์ตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการต่อมาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่าข้อตกลงตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน เป็นสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่สามีภริยาได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากัน ซึ่งจำเลยมีสิทธิบอกล้างสัญญาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 หรือไม่

เห็นว่า ข้อตกลงตามเอกสารดังกล่าว นอกจากเรื่องหย่าแล้วยังมีเรื่องทรัพย์สินรวมทั้งเงินที่จำเลยตกลงแบ่งให้แก่โจทก์โดยในขณะที่ตกลงกันนั้นโจทก์และจำเลยยังไม่ได้จดทะเบียนหย่ากัน ข้อตกลงในเรื่องหลังนี้จึงเป็นสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่สามีภริยาได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากัน จำเลยย่อมบอกล้างสัญญาดังกล่าวได้ตามบทกฎหมายข้างต้น อันเป็นผลให้ข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยสิ้นความผูกพัน โจทก์ไม่อาจบังคับให้จำเลยแบ่งทรัพย์สินรวมทั้งเงินตามคำฟ้องและคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์ได้ ดังนี้แม้โจทก์จะฎีกาว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์ทั้ง 2 ฉบับ โดยเห็นว่าโจทก์ไม่อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นภายใน 1 เดือน

นับแต่วันที่มีคำสั่งเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์เป็นการขอให้จำเลยแบ่งทรัพย์สินให้โจทก์ ซึ่งไม่อาจบังคับจำเลยได้ดังเหตุผลที่วินิจฉัยมาแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา · เพลินจิต ตั้งพูลสกุล · วิทยา วีระประจักษ์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดตากแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว - นายพิษณุ ขอนทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายสุทิน อุ้ยตระกูล
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ยช.(พ)76/2555
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ37/2549
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ67/2550
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกเยาวชนและครอบครัว
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้