Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1503/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยไม่ได้เบิกเงินค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยคนไข้นอกจากบัญชีเงินฝากของโรงพยาบาลซึ่งเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินแล้วเบียดบังไปดังที่โจทก์กล่าวมาในฟ้อง แต่จำเลยเบียดบังเงินสดอันเป็นรายได้ของโรงพยาบาลที่ได้รับมาในวันเกิดเหตุซึ่งไม่ใช่เงินที่เบิกมาจากเงินงบประมาณแผ่นดินของโรงพยาบาลเงินที่จำเลยเบียดบังไปเป็นเงินคนละจำนวนกับที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยยักยอกไปข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกเงินดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147,157 และให้จำเลยคืนเงินที่ยักยอกไปแก่ผู้เสียหายจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 จำคุก 5 ปี และให้จำเลยคืนเงิน 71,150 บาท แก่ผู้เสียหายจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยรับราชการเป็นหัวหน้างานการเงินของโรงพยาบาล ตำรวจมีหน้าที่ควบคุมดูแลการรับจ่ายเงินของโรงพยาบาลตราด และเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย เมื่อเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลตราดเจ็บป่วยเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลตราดในฐานะผู้ป่วยคนไข้นอกเจ้าหน้าที่ดังกล่าวไม่ต้องชำระเงินค่ารักษาพยาบาล แต่ต้องลงชื่อในใบเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล(แบบ

บก.-ชล.3) ไว้ในฐานะเป็นผู้เบิกเงินและผู้รับเงินค่ารักษาพยาบาล หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลตราดจะรวบรวมใบเบิกเงินดังกล่าวทำเป็นรายการเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลแบบ บก.-ชล.4 แล้วทำฎีกาขอเบิกเงินจากคลังจังหวัด เมื่อคลังจังหวัดอนุมัติจ่ายเงินตามฎีกานั้นจะโอนเงินจากคลังจังหวัดเข้าบัญชีเงินฝากบัญชีเลขที่ 889 ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัดสาขาตราด ซึ่งเป็นบัญชีเงินงบประมาณของโรงพยาบาลตราด และโดยที่เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลตราดที่เป็นผู้ป่วยคนไข้นอกของโรงพยาบาลตราดไม่ได้ชำระเงินค่ารักษาพยาบาลให้แก่โรงพยาบาลตราดเงินดังกล่าวจึงไม่ต้องจ่ายให้แก่เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลตราดตามรายการที่ขอเบิกไว้ แต่จะเบิกเงินจากบัญชีเลขที่ 889 โอนเข้าบัญชีเลขที่ 890 ที่ธนาคารกรุงไทยจำกัดสาขาตราด ซึ่งเป็นบัญชีเงินบำรุงของโรงพยาบาลตราดต่อไปตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องเงินค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยคนไข้นอกดังกล่าวของโรงพยาบาลตราดจำนวน 71,150 บาท

ขาดหายไปจากบัญชีเงินบำรุงของโรงพยาบาลตราดที่ธนาคารกรุงไทยจำกัดสาขาตราดคดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกเงินค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยคนไข้นอกของโรงพยาบาลตราดจำนวน 71,150 บาท หรือไม่พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักฟังได้ว่าจำเลยได้นำเช็คเอกสารหมาย จ.5 ซึ่งเป็นเช็คขีดคร่อมสั่งจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยคนไข้นอกออกจากบัญชีเลขที่ 889 ที่ธนาคารกรุงไทยจำกัดสาขาตราด ซึ่งเป็นบัญชีเงินงบประมาณของโรงพยาบาลตราดไปเข้าบัญชีเลขที่ 890 ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาตราดซึ่งเป็นบัญชีเงินบำรุงของโรงพยาบาลตราดและเรียกเก็บเงินตามเช็คดังกล่าวเข้าบัญชีเลขที่ 890 ได้เรียบร้อยในวันที่ 31 สิงหาคม2537 แล้ว

จำเลยจึงไม่ได้เบิกเงินค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยคนไข้นอกจำนวน 71,150 บาท จากบัญชีเงินฝากของโรงพยาบาลตราดแล้วเบียดบังเงินจำนวนดังกล่าวของโรงพยาบาลตราดไปจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์สินตามฟ้อง และแม้จะฟังข้อเท็จจริงได้ตามคำเบิกความของนายบุญต่อและร้อยตำรวจเอกสุวิทย์พยานโจทก์ดังกล่าวว่าจำเลยนำเงินสดซึ่งเป็นเงินรายได้ของโรงพยาบาลตราดที่ได้รับมาในวันที่ 31 สิงหาคม 2527 ที่ไม่ใช่เงินที่เบิกมาจากเงินงบประมาณแผ่นดินของโรงพยาบาลตราดจ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยคนไข้นอกที่เป็นเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลตราดที่ได้รับการรักษาจากโรงพยาบาลตราดตามฎีกาเลขที่ 266 ถึง 272 กับฎีกาเลขที่ 284 ถึง 285 เอกสารหมาย

จ.46ถึง จ.54 อีกครั้งหนึ่ง แล้วเบียดบังเงินจำนวนดังกล่าวไปโดยทุจริตแต่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้เบิกเงินค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยคนไข้นอกจากบัญชีเงินฝากของโรงพยาบาลตราดจำนวน 71,150 บาท แล้วจำเลยเบียดบังเงินจำนวนดังกล่าวไปโดยทุจริต ดังนั้นเมื่อเงินจำนวน71,150 บาท ที่จำเลยเบียดบังไปจากเงินสดซึ่งเป็นเงินรายได้ของโรงพยาบาลตราดที่ได้รับมา ไม่ใช่เงินที่เบิกมาจากเงินงบประมาณแผ่นดินของโรงพยาบาลตราด เป็นเงินคนละจำนวนกับเงินจำนวนที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยยักยอกไป ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกเงินจำนวนดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสองพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อัครวิทย์ สุมาวงศ์ · เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์ · สมศักดิ์ วิธุรัติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้