Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1502/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้ว่าศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 3405/2545 แล้ว เป็นคดีหมายเลขแดงที่ 6091/2545 ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลอุทธรณ์ก็ตาม ข้อเท็จจริงในสำนวนคดีดังกล่าวก็มิใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์จะรู้ได้เอง การที่ศาลอุทธรณ์ด่วนวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนโดยหยิบยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย จึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา เพราะเป็นการนำข้อเท็จจริงนอกฟ้องมาวินิจฉัยข้อกฎหมายแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ และปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจที่พนักงานคุมประพฤติรายงานต่อศาลมิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการสืบพยานของคู่ความและศาลไม่อาจนำมาเป็นเหตุยกฟ้องโจทก์ได้ การกระทำความผิดที่ต่อเนื่องเป็นกรรมเดียวแม้โจทก์แยกฟ้องเป็นหลายคดี ศาลก็จะพิพากษาลงโทษจำเลยทุกคดีไม่ได้ และ ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง มิได้บัญญัติห้ามมิให้ศาลสืบพยานหลักฐานต่อไปในกรณีที่จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ป.วิ.อ. มาตรา 228 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจโดยพลการที่จะสืบพยานเพิ่มเติม

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3405/2545, 3407/2545 และ 3408/2545 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และนับโทษต่อจากโทษในคดีดังกล่าว

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหาและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30 (ที่ถูกมาตรา 30 วรรคหนึ่ง), 82, 91 ตรี ลงโทษฐานร่วมกันจัดหางานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน และนับโทษต่อจากคดีหมายเลขดำที่ 3405/2544 (ที่ถูกคดีหมายเลขดำที่ 3405/2545) คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยในคดีนี้กับคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อทั้งสามคดีเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวกัน เป็นผลให้คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 3405/2545 ของศาลชั้นต้นนั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันประกอบธุรกิจจัดหางานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี และนับโทษต่อจากคดีของศาลชั้นต้นอีก 3 คดี คือคดีหมายเลขดำที่ 3405/2545 คดีหมายเลขดำที่ 3407/2545 และคดีหมายเลขดำที่ 3408/2545 โดยโจทก์กล่าวมาในคำฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดเมื่อระหว่างปลายเดือนสิงหาคม 2544 ถึงวันที่ 15 กันยายน 2544 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวไม่ปรากฏว่าคดีหมายเลขดำที่ 3405/2545 รวมทั้งคดีหมายเลขดำที่ 3407/2545 และคดีหมายเลขดำที่ 3408/2545 ของศาลชั้นต้นที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้น

เหตุเกิดเมื่อวันเวลาใด และจำเลยถูกฟ้องในข้อหาความผิดตามกฎหมายใด ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่า การกระทำความผิดข้อหาจัดหางานโดยไม่ได้รับใบอนุญาตของจำเลยในคดีนี้เกิดขึ้นในระยะเวลาคาบเกี่ยวต่อเนื่องกับคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่ออีก 3 คดี และจำเลยมิได้หยุดดำเนินการในช่วงระยะเวลาดังกล่าวจึงหาใช่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ดังที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกขึ้นวินิจฉัยไม่ และแม้ว่าศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 3405/2545 แล้ว เป็นคดีหมายเลขแดงที่ 6091/2545 ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลอุทธรณ์ก็ตาม ข้อเท็จจริงในสำนวนคดีดังกล่าวก็มิใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์จะรู้ได้เอง การที่ศาลอุทธรณ์ด่วนวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนโดยหยิบยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย จึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา

เพราะเป็นการนำข้อเท็จจริงนอกฟ้องมาวินิจฉัยข้อกฎหมายแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ และปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ แต่อย่างไรก็ตามคดีนี้ศาลชั้นต้นได้สั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยเพื่อใช้ประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษ ซึ่งปรากฏตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติว่า จำเลยรับจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายในคดีนี้และชักชวนผู้เสียหายในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อให้ไปทำงานยังต่างประเทศในช่วงระยะเวลาใกล้เคียงกัน และในท้ายที่สุดแล้วผู้เสียหายในทุกคดีได้ไปร้องทุกข์ที่กรมแรงงานพร้อมกัน แม้ข้อเท็จจริงตามรายงานสืบเสาะและพินิจที่พนักงานคุมประพฤติรายงานต่อศาลดังกล่าว

มิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการสืบพยานของคู่ความและศาลไม่อาจนำมาเป็นเหตุยกฟ้องโจทก์ได้ก็ตาม แต่หากเป็นความจริงการกระทำความผิดของจำเลยในทุกคดีดังกล่าวก็อาจต่อเนื่องเป็นกรรมเดียวกัน และมีผลทำให้การฟ้องคดีในสำนวนหลังเป็นฟ้องซ้อนกับคดีที่ฟ้องก่อน การที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยทุกสำนวนคดีโดยเหตุที่โจทก์แยกฟ้องเป็นหลายคดีย่อมไม่ชอบด้วยความยุติธรรม และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง มิได้บัญญัติห้ามมิให้ศาลสืบพยานหลักฐานต่อไปในกรณีที่จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ทั้งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 228 ก็บัญญัติให้ศาลมีอำนาจโดยพลการที่จะสืบพยานเพิ่มเติมเมื่อโจทก์ยังฎีกาโต้แย้งอยู่ว่าวันเวลาเกิดเหตุในคดีนี้กับคดีหมายเลขดำที่ 3405/2545 ของศาลชั้นต้นเป็นคนละช่วงระยะเวลากัน

ดังนั้น เพื่อให้ข้อเท็จจริงกระจ่างแจ้ง ศาลฎีกาจึงเห็นควรสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นที่ว่า คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อตามฟ้องกับคดีนี้เกิดเหตุในช่วงระยะเวลาใด โดยให้ส่งสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสืบพยานให้ เสร็จแล้วให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อวินิจฉัยต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (1) ประกอบ มาตรา 225

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ส่งสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นที่ว่า คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อตามฟ้องกับคดีนี้เกิดเหตุในช่วงระยะเวลาใดแล้วให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
บวร กุลทนันทน์ · ชัช ชลวร · วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
ศาลล่าง
ศาลอาญาธนบุรี - นางสาวสุปราณี สุวรรณกุล
ศาลอุทธรณ์ - นายสุนัย มโนมัยอุดม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้