Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1500/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำพิพากษาคดีส่วนอาญาถึงที่สุดแล้วอ้างเหตุผลที่ยกฟ้องโจทก์ว่า ที่ดินตามฟ้องเป็นที่ดินที่ไม่ได้จัดสรรให้ราษฎรเข้าทำประโยชน์ เป็นที่ดินที่สงวนไว้สำหรับพลเมือง ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ที่ดินตามฟ้องจึงยังคงเป็นที่ดิน สาธารณประโยชน์ของแผ่นดิน หาใช่เป็นที่ดินที่มีเอกชน เป็นเจ้าของหรือกรมส่งเสริมสหกรณ์ผู้เสียหายมีกรรมสิทธิ์อย่างเอกชนไม่จึงลงโทษจำเลยในฐานความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 และ 365 ไม่ได้ คำพิพากษาคดี ส่วนอาญาซึ่งถึงที่สุดดังกล่าวไม่มีประเด็นโดยตรงว่า การกัน ที่ดินพิพาทและขึ้นทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่อันเป็นประเด็นในคดีนี้ ดังนั้น ในคดีนี้ซึ่งเป็นคดีส่วนแพ่ง จำเลยจึงมีสิทธินำพยานหลักฐาน เข้าสืบตามประเด็นดังกล่าวได้ และการพิจารณาคดีนี้ศาลไม่จำต้อง ถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพร้อมบริวารได้บุกรุกเข้าไปในเขตที่ดินบางส่วนของนิคมสหกรณ์พนา ซึ่งโจทก์และสมาชิกนิคมสหกรณ์อำเภอพนาได้ร่วมกันกันไว้เป็นที่สาธารณประโยชน์ประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน และโจทก์ได้ขึ้นทะเบียนคุมที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ตามกฎหมายแล้ว ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้วลวดหนามและสิ่งปลูกสร้างทุกชนิดออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์ ให้ปรับสภาพที่ดินของโจทก์อยู่ในสภาพเรียบร้อยห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทต่อไปจำเลยให้การว่า โจทก์มิใช่เจ้าของผู้ครอบครองมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงพิพาทจึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ พ.ศ. 2498 โดยสงบ เปิดเผยเจตนาเป็นเจ้าของได้แจ้งการครอบครองและได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตั้งแต่พ.ศ. 2503 ที่ดินของจำเลยจึงมิใช่ที่ว่าง ไม่ใช่ที่สาธารณะหากโจทก์ได้ขึ้นทะเบียนคุมที่ดินทั้งสองแปลงให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ก็ขึ้นโดยมิชอบ ขอให้ยกฟ้องในระหว่างสืบพยานโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยต่อไป จึงสั่งงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยแล้ววินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาท พิพากษาให้จำเลยรื้อถอนรั้วลวดหนามและสิ่งปลูกสร้างทุกชนิดออกไปจากที่ดินแปลงที่ 35และ 36 หมู่ที่ 14 (เดิมหมู่ที่ 17) ตำบลนาหว้า อำเภอพนาจังหวัดอุบลราชธานี ในแนวเขตที่ดินตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งนิคมสหกรณ์ในท้องที่อำเภอพนา จังหวัดอุบลราชธานีพ.ศ. 2519 ให้จำเลยปรับสภาพที่ดินให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทต่อไปจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าจำเลยในคดีนี้เคยถูกพนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดอำนาจเจริญฟ้องในข้อหาบุกรุกที่ดินพิพาทในคดีนี้ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 112/2535 ของศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุดแล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยและพิพากษาคดีไปนั้นถูกต้องหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปในที่ดินแปลงที่ 35 และแปลงที่ 36 เนื้อที่รวม 25 ไร่ 1 งาน85 ตารางวา ซึ่งอยู่ภายในเขตที่ดินบางส่วนของนิคมสหกรณ์อำเภอพนา จังหวัดอุบลราชธานี ที่ดินทั้งสองแปลงที่จำเลยบุกรุกดังกล่าว โจทก์และสมาชิกนิคมสหกรณ์อำเภอพนาได้ร่วมกันกันไว้เป็นที่สาธารณประโยชน์ ประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน กล่าวคือใช้เป็นทำเลเลี้ยงสัตว์ร่วมกัน นอกจากนี้ยังสงวนไว้เพื่อสร้างศาลากลางบ้านไว้ทำกิจการทางสงฆ์ กันไว้เป็นสนามเด็กเล่น และโจทก์ได้ขึ้นทะเบียนคุมที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ตามกฎหมายแล้ว

ส่วนจำเลยให้การว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ พ.ศ. 2498 และทางราชการได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลยเมื่อ พ.ศ. 2503 ก่อนที่พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 และพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งนิคมสหกรณ์ในท้องที่อำเภอพนา จังหวัดอุบลราชธานี พ.ศ. 2519มีผลใช้บังคับ นายณรงค์ วิเศษวงศ์ ตัวแทนโจทก์ได้ทำแผนผังที่ดินสาธารณประโยชน์เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3 โดยพลการและเพิ่งดำเนินการเมื่อ พ.ศ. 2535 เพื่ออ้างความชอบธรรมของตนซึ่งย่อมไม่มีผลย้อนหลังให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยแต่อย่างใดหากตัวแทนโจทก์ได้ขึ้นทะเบียนคุมที่ดินทั้งสองแปลงให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ก็ขึ้นทะเบียนโดยมิชอบ จึงมีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยในคดีนี้คือการกันที่ดินพิพาทและขึ้นทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่แต่ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 112/2535 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำพิพากษาคดีส่วนอาญาถึงที่สุดแล้วอ้างเหตุผลที่ยกฟ้องโจทก์ยืนตามศาลชั้นต้นในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 และ 365 ว่า

"จากคำเบิกความของนายณรงค์ วิเศษวงศ์ ว่าที่ดินตามฟ้องเป็นที่ดินที่ไม่ได้จัดสรรให้ราษฎรเข้าทำประโยชน์ เป็นที่ดินที่สงวนไว้สำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันที่ดินตามฟ้องจึงยังคงเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ของแผ่นดิน หาใช่เป็นที่ดินที่มีเอกชนเป็นเจ้าของหรือกรมส่งเสริมสหกรณ์ผู้เสียหายมีกรรมสิทธิ์อย่างเอกชนไม่จึงลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ไม่ได้" คำพิพากษาคดีส่วนอาญาซึ่งถึงที่สุดดังกล่าวไม่มีประเด็นโดยตรงว่า การกันที่ดินพิพาทและขึ้นทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ดังนั้น ในคดีนี้ซึ่งเป็นคดีส่วนแพ่งจำเลยจึงมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบตามประเด็นดังกล่าวได้และการพิจารณาคดีนี้ศาลไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยจึงมิชอบ ฎีกาจำเลยฟังขึ้น จึงไม่ต้องวินิจฉัยฎีกาจำเลยในประเด็นอื่นต่อไป"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมจิตร ทองประดับ · สมบัติ เดียวอิศเรศ · เสรี ชุณหถนอม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้