Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยออกเช็คจำนวนเงินเท่ากับจำนวนเงินในตั๋วแลกเงินของคนงานให้โจทก์ยึดถือไว้เพื่อค้ำประกันเงินตามตั๋วแลกเงินที่คนงานจ่ายเป็นค่าเครื่องบินให้แก่จำเลย มิใช่จำเลยออกเช็คให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ โจทก์จึงเป็นเพียงตัวแทนของคนงานเท่านั้นแม้เช็คจะระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงินก็มีผลเพียงให้ถือไว้แทนคนงานหาได้ทำให้โจทก์เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 904 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ เช็คย่อมไม่มีมูลหนี้ที่โจทก์จะเรียกร้องให้จำเลยผู้สั่งจ่ายรับผิดชำระเงินให้ตนได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท กระทำการผูกพันจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 3 ที่ 4 เป็นกรรมการของบริษัท จำเลยที่ 1 ได้รับใบอนุญาตจัดหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ เมื่อประมาณกลางเดือนมีนาคม 2528 จำเลยได้ร่วมกันออกเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาบางเขนลงวันที่ 5 เมษายน 2528 สั่งจ่ายเงินจำนวน 320,000 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ในการที่โจทก์จัดหาคนงานมาให้จำเลยเพื่อส่งคนงานไปต่างประเทศ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำไปเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่เพื่อเรียกเก็บเงินแทน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน

ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 344,000 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 320,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การว่า โจทก์ทรงเช็คโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ทั้งเช็คพิพาทนั้น โจทก์ จำเลยที่ 1ที่ 2 ไม่มีนิติสัมพันธ์และไม่มีมูลหนี้ต่อกัน ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 มิได้ลงลายมือชื่อไว้ในเช็คพิพาทไม่ว่าในฐานะใด จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้องขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามเช็คพิพาทให้โจทก์เป็นจำนวน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2528 ซึ่งเป็นวันที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4เป็นกรรมการ จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ผูกพันจำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับอนุญาตจัดหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้โจทก์เป็นผู้แนะนำเกี่ยวกับการเตรียมตัวของคนงานที่จะเดินทางไปทำงานในต่างประเทศตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย

ล.2 โจทก์ได้จัดหาคนงานมาให้จำเลยที่ 1 เพื่อจัดส่งไปทำงานในต่างประเทศจำนวน 32 คน คนงานดังกล่าวมอบเงินค่าเครื่องบินโดยสั่งจ่ายตั๋วแลกเงินจำนวน 32 ฉบับ มอบให้โจทก์นำไปให้จำเลยที่ 1 เป็นเงินคนละ 10,000 บาท ปรากฏตามตั๋วแลกเงินเอกสารหมาย ล.4 ถึง ล.35 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คพิพาทให้โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำไปเข้าบัญชีของโจทก์เพื่อเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คพิพาทให้โจทก์หรือไม่เพียงใด ได้ความจากโจทก์ว่า เมื่อกลางเดือนมีนาคม 2528 โจทก์พาคนงานจำนวน 32 คน ไปให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จ่ายเงินค่าใช้จ่ายในการติดต่อคนงานและดำเนินการขออนุญาตให้คนงานเดินทางไปต่างประเทศเป็นค่าพาหนะค่าหนังสือเดินทาง

ค่าจำนองที่ดินและอื่น ๆ เป็นเงินคนละ 10,000บาท ให้โจทก์ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คพิพาท ลงวันที่5 เมษายน 2532 จำนวนเงิน 320,000 บาท จำเลยที่ 1 นำสืบว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ติดต่อนางประทุมพี่สาวจำเลยที่ 2เป็นผู้จัดหาคนงานส่งไปทำงานที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย จำเลยที่ 1จะเรียกค่าบริการจากคนงานคนละ 33,000 บาท นางประทุมติดต่อให้โจทก์หาคนงานได้ 32 คน นางประทุมกับโจทก์จะได้ผลประโยชน์แบ่งกันคนละครึ่ง จะได้รับผลประโยชน์เมื่อคนงานเดินทางไปทำงานต่างประเทศแล้ว คนงานที่โจทก์พามาสมัครงานกับจำเลยที่ 1 จำนวน32 คน ไม่มีเงินจ่ายค่าบริการ จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือขอสินเชื่อจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาสันป่าตอง ให้แก่คนงานจำนวน30 คน

ธนาคารให้สินเชื่อโดยคนงานดังกล่าวนำโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกัน ในวงเงินคนละ 45,000 บาท ต่อมาเดือนกุมภาพันธ์ 2528 ธนาคารกรุงเทพจำกัด สาขาสันป่าตอง ได้ออกตั๋วแลกเงินฉบับละ 10,000 บาทจำนวน 32 ฉบับ ให้คนงาน แล้วให้โจทก์นำมามอบให้จำเลยที่ 1 โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ออกเช็คให้ 1 ฉบับ จำนวนเงิน 320,000 บาท เท่ากับจำนวนเงินตั๋วแลกเงิน 32 ฉบับ ให้โจทก์ไว้เพื่อเป็นประกัน ถ้าหากคนงานทั้ง 32 คน เดินทางล่าช้าหรือมีปัญหาไม่ได้เดินทางตามกำหนดให้โจทก์นำเช็คมาแลกเงินสดจากจำเลยที่ 2 จากนั้นจำเลยที่ 2ได้ไปซื้อตั๋วเครื่องบินให้คนงานทั้ง 32 คน ซึ่งจะเดินทางไปทำงานต่างประเทศในวันที่ 6 มีนาคม 2528 ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม2528 คนงาน 17 คนแจ้งว่า

ไม่ประสงค์จะเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศ ขอเงินเดือนคนละ 10,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงคืนเงินให้คนงานทั้ง 17 คนตามเอกสาร ล.38 ถึง ล.54 จำเลยที่ 2 แจ้งให้โจทก์นำเช็คพิพาทมาเปลี่ยนเป็นเช็คฉบับใหม่ แต่โจทก์บอกว่าไม่ได้เอาเช็คมาจากจังหวัดเชียงใหม่จะนำมาคืนให้ในภายหลัง ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2528 บริษัทสิงห์ทองโอเวอร์ซี จำกัดแจ้งแก่จำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุขัดข้องในการเดินทาง จากนั้นคนงานอีก 15 คน บอกเลิกการเดินทางขอเงินคืน จำเลยที่ 2 ไม่คืนให้เนื่องจากโจทก์ไม่ยอมคืนเช็คพิพาท เห็นว่า ตามฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ตกลงจะใช้ค่าใช้จ่ายตามที่โจทก์ใช้จ่ายไปในการจัดหาคนงานให้แก่โจทก์แต่ประการใด ทั้งตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย

ล.2 ก็ปรากฏเพียงว่า จำเลยที่ 1มอบอำนาจให้โจทก์แนะนำให้ข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับการเตรียมตัวของคนงานที่จะเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ ซึ่งมีลักษณะเป็นการค้า โจทก์เป็นนายหน้าจัดหาคนงาน แต่ไม่มีข้อสัญญาว่าจำเลยที่ 1 จะใช้ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้แก่โจทก์ นางประทุม นิมากร พยานจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เบิกความยืนยันว่า เมื่อโจทก์จัดหาคนงานได้ครบจำนวน 32 คนแล้ว โจทก์กับพยานไปที่บริษัทจำเลยที่ 1เพื่อตกลงแบ่งผลประโยชน์โดยตกลงกันว่า จะได้รับเมื่อคนงานเดินทางไปทำงานในต่างประเทศแล้วและจำเลยที่ 2 เบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 1 จะได้รับค่าบริการจากคนงานคนละ 33,000 บาท โจทก์กับนางประทุมจะได้คนละครึ่ง แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์กับนางประทุมจะได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์จากคนงานจำนวนเท่าใด

เมื่อคิดคำนวณจากการที่คนงานนำโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)ไปจดทะเบียนจำนองต่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาสันป่าตองในวงเงินคนละ 45,000 บาท ตามเอกสารหมาย ล.3 ธนาคารได้ออกตั๋วแลกเงินให้คนงานจำนวนคนละ 10,000 บาท เพื่อนำไปมอบให้จำเลยที่ 1 ล่วงหน้า เพื่อเป็นค่าเครื่องบินตามเอกสารหมาย ล.4ถึง ล.35 เมื่อรวมกับค่าบริการที่จำเลยที่ 1 เรียกร้องแล้วก็จะเป็นจำนวน 43,000 บาท จะเห็นได้ว่า เงินส่วนที่เหลือ 2,000 บาทจะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายเป็นค่าธรรมเนียมในการทำหนังสือเดินทางค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนจำนองและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แสดงให้เห็นว่า การที่โจทก์กับนางประทุมจะได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์จากค่าบริการที่จำเลยที่ 1 เรียกเก็บจากคนงานนั้น

นางประทุมยืนยันว่าจำเลยที่ 1 จะได้ส่วนแบ่ง 50 เปอร์เซ็นต์ โจทก์กับนางประทุมจะได้คนละ 25 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น โจทก์กับนางประทุมก็จะได้รับคนละ 8,250 บาท ต่อคนงานหนึ่งคนซึ่งสอดคล้องกับที่โจทก์อ้างว่าค่าใช้จ่ายในการลงทุนสำหรับคนงานแต่ละคนประมาณคนละ 8,000ถึง 9,000 บาท โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาทให้โจทก์เพื่อชดใช้ค่าใช้จ่ายที่โจทก์จ่ายในการทำหนังสือเดินทางค่าธรรมเนียมจดทะเบียนจำนองที่ดินและค่าพาหนะของคนงาน ก็ไม่ปรากฏว่าค่าหนังสือเดินทางและค่าธรรมเนียมจดทะเบียนจำนองมีจำนวนเท่าไร ค่าพาหนะของคนงานคนใด เดินทางมาจากไหนไปที่ใด จำนวนคนละเท่าไรล้วนแต่เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง จำเลยที่ 2 เบิกความยืนยันว่า

โจทก์มอบตั๋วแลกเงินของคนงานจำนวน 32 คน ฉบับเพื่อจ่ายเป็นค่าเครื่องบินคนละ 10,000บาท ให้จำเลยที่ 1 โจทก์ขอร้องให้จำเลยที่ 2 ออกเป็นเช็คเท่าจำนวนเงินในตั๋วแลกเงินทั้ง 32 ฉบับให้โจทก์เพื่อเป็นประกันว่าถ้าคนงานทั้ง 32 คนมีปัญหาไม่ได้เดินทางไปทำงานตามกำหนด โจทก์จะนำเช็คมาแลกเงินจากจำเลยที่ 1 คืน จำเลยที่ 2 จึงออกเป็นเช็คโดยระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงิน เห็นว่า โจทก์เป็นผู้พาคนงาน32 คน และนำตั๋วแลกเงินของคนงานมาให้จำเลยที่ 1 โจทก์จะต้องเป็นที่เชื่อถือของคนงาน โจทก์ย่อมต้องรับผิดชอบต่อคนงานเพื่อไม่ให้คนงานได้รับความเสียหาย ถ้าเกิดเหตุขัดข้องทำให้คนงานไม่ได้ไปทำงานในต่างประเทศตามที่โจทก์ชักนำ เช่นนี้จึงฟังได้ว่า ที่จำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาทจำนวนเงินเท่ากับจำนวนเงินในตั๋วแลกเงินของคนงานจำนวน 32 คน ให้โจทก์ยึดถือไว้เพื่อค้ำประกันเงินตามตั๋วแลกเงิน 32 ฉบับ ที่จ่ายค่าเครื่องบินมิใช่จำเลยที่ 1 ออกเช็คให้โจทก์เพื่อชำระหนี้

โจทก์จึงเป็นเพียงตัวแทนของคนงานจำนวน 32 คนเท่านั้น แม้เช็คพิพาทจะระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงินก็มีผลเพียงให้ถือไว้แทนคนงาน หาได้ทำให้โจทก์เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 904 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ เช็คพิพาทย่อมไม่มีมูลหนี้ที่โจทก์จะเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงินให้ตนได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1ชำระเงินตามเช็คพิพาทนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดตามเช็คพิพาทต่อโจทก์ ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ต่อไป"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สวรรค์ ศักดารักษ์ · นิเวศน์ คำผอง · ปราโมทย์ ชพานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้