Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14931/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ให้โจทก์เช่าตู้นิรภัยเพื่อเก็บรักษาทรัพย์สินโดยมีจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 เป็นพนักงานมีหน้าที่ในการเก็บรักษารหัสและกุญแจห้องมั่นคง การที่จำเลยที่ 2 เก็บสำเนารหัสและวิธีการเปิดห้องมั่นคงไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน จำเลยที่ 4 เก็บกุญแจห้องมั่นคงไว้ในตู้นิรภัยเล็ก และจำเลยที่ 5 เก็บกุญแจห้องมั่นคงอีกดอกหนึ่งไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานอันเป็นการผิดระเบียบของจำเลยที่ 1 จนเป็นเหตุให้คนร้ายรื้อค้นพบและนำไปใช้เปิดห้องมั่นคงแล้วลักทรัพย์ของโจทก์ที่เก็บไว้ในตู้นิรภัยไปจึงต้องถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ในการเก็บรักษารหัสและกุญแจห้องมั่นคงอันเป็นผลโดยตรงต่อเกิดเหตุลักทรัพย์ของโจทก์ มิใช่เป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจป้องกันได้ การที่จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ประมาทเลินเล่อในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 425 อีกโสตหนึ่งด้วย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 โดยมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลอุทธรณ์มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 39,626,172.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 37,246,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งห้า ให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงิน 4,259,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องจำเลยที่ 3 โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 อุทธรณ์ โดยจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์อย่างคนอนาถา ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ธนาคารยูไนเต็ด โอเวอร์ซีส์ (ไทย) จำกัด(มหาชน) ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิแทนจำเลยที่ 1

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับโจทก์ โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ฎีกา โดยจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2541 วันที่ 19 เมษายน 2542 และวันที่ 1 มิถุนายน 2542 โจทก์ทำสัญญาเช่าตู้นิรภัยจากจำเลยที่ 1 สาขาถนนสุขาภิบาล 3 รวม 3 ใบ หมายเลข 091, 107 และ 108 ซึ่งอยู่ในห้องมั่นคง เพื่อเก็บสิ่งของและเอกสาร ตามสำเนาสัญญาเช่าตู้นิรภัย โดยโจทก์ยินยอมให้นายเสรี และนางสุนี บิดามารดาใช้ตู้นิรภัยเก็บทรัพย์สินร่วมกับโจทก์ได้ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ประจำสาขาถนนสุขาภิบาล 3 จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการสาขา เป็นผู้เก็บรักษารหัสเปิดประตูห้องมั่นคง

จำเลยที่ 3 เป็นผู้ช่วยผู้จัดการ เป็นผู้เก็บรักษากุญแจห้องมั่นคง 1 ดอก จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าหน้าที่รักษาเงิน เป็นผู้เก็บรักษากุญแจห้องมั่นคงอีก 1 ดอก จำเลยที่ 5 เป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อ ระหว่างวันที่ 5 พฤศจิกายน 2544 ถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2544 จำเลยที่ 2 มอบหมายให้จำเลยที่ 5 เก็บรักษากุญแจห้องมั่นคงดอกที่จำเลยที่ 3 จะต้องเก็บรักษา เนื่องจากจำเลยที่ 3 เดินทางไปอบรมนอกสถานที่ หลังเลิกงานวันที่ 9 พฤศจิกายน 2544 จำเลยที่ 2 เก็บสำเนารหัสเปิดห้องมั่นคงซึ่งอยู่ในแฟ้มไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน จำเลยที่ 4 เก็บกุญแจห้องมั่นคงไว้ในตู้นิรภัยเล็ก และจำเลยที่ 5 เก็บกุญแจห้องมั่นคงอีกดอกหนึ่งไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน ระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน 2544 เวลา 20 นาฬิกา

ถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2544 เวลา 7 นาฬิกา ช่วงที่จำเลยที่ 1 หยุดทำการและไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยคอยดูแล คนร้ายงัดหน้าต่างอาคารที่ทำการของจำเลยที่ 1 สาขาถนนสุขาภิบาล 3 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เข้าไปในอาคาร ตัดสัญญาณกันขโมย งัดตู้นิรภัยเล็กกับรื้อค้นโต๊ะทำงานของจำเลยที่ 2 และ ที่ 5 จนได้กุญแจห้องมั่นคงและรหัส จากนั้นคนร้ายใช้กุญแจและรหัสเปิดประตูเข้าไปในห้องมั่นคง งัดตู้นิรภัยหมายเลข 107 และ 108 ที่โจทก์เช่า รวมทั้งตู้นิรภัยที่ลูกค้าอื่นเช่าอีก 6 ใบ และลักทรัพย์ไปหลายรายการ โดยนางสุนีได้รับทรัพย์รวม 57 รายการ คืน คดีสำหรับจำเลยที่ 3 โจทก์ไม่ฎีกาจึงยุติไป

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การที่คนร้ายเข้าไปโจรกรรมทรัพย์สินเป็นความสามารถของคนร้าย มิใช่เป็นความประมาทของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ฎีกาว่า การที่คนร้ายเข้าไปก่อเหตุเป็นการพ้นวิสัยที่จะป้องกันได้ จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 มิได้ประมาท นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจธนาคาร โดยในสถานที่ทำการมีทั้งทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เองและของลูกค้าตามที่จำเลยที่ 1 ให้บริการเช่าตู้นิรภัยเพื่อการเก็บรักษาทรัพย์สิน ซึ่งตู้นิรภัยอยู่ภายในห้องมั่นคงอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 ได้ความจากพันตำรวจโทสมเกียรติ

พนักงานสอบสวนในคดีอาญา และนายปัญญา ผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 1 ว่า ประตูห้องมั่นคงเป็นเหล็กแกร่งไม่สามารถที่จะเข้าไปได้ด้วยการงัดแงะ ต้องใช้กุญแจห้องมั่นคงที่มี 2 ดอก ซึ่งแต่ละดอกแยกออกเป็น 2 ส่วน ร่วมกับรหัสที่เป็นตัวเลขหลายหลักและมีวิธีการเฉพาะ จึงจะสามารถเปิดประตูห้องมั่นคงได้ แสดงว่าแม้คนร้ายจะเข้าไปในอาคารที่ทำการของจำเลยที่ 1 ได้ แต่ถ้าไม่ทราบรหัสกับวิธีการเปิดและไม่มีกุญแจห้องมั่นคง คนร้ายย่อมไม่สามารถที่จะเปิดประตูเข้าไปในห้องมั่นคงได้เลย การเก็บรักษารหัสและกุญแจห้องมั่นคงของผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ จึงต้องใช้ความระมัดระวังให้มากเป็นพิเศษด้วยเช่นกัน ที่นายปัญญาเบิกความว่า การเก็บรักษากุญแจห้องมั่นคง

ไม่มีระเบียบของจำเลยที่ 1 ระบุไว้แน่นอนว่าจะเก็บไว้อย่างไร เพียงขอให้เก็บไว้ในที่ปลอดภัย ขัดกับที่นายปัญญาเคยให้ปากคำต่อพันตำรวจโทสมเกียรติ ตามสำเนาบันทึกคำให้การว่า ตามระเบียบแล้วทุกคนทราบดีว่าจะต้องนำกุญแจกลับบ้านทุกครั้ง แต่ในทางปฏิบัติจะเก็บไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน เนื่องจากคิดว่าเป็นสถานที่ปลอดภัย ซึ่งตรงกับที่จำเลยที่ 4 ให้การไว้ในชั้นสอบสวน ตามสำเนาบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.21 ว่า จำเลยที่ 1 มีระเบียบว่ากุญแจทุกดอกที่รับผิดชอบจะต้องนำกลับบ้านพักจนหมดและเวลาทำการจึงจะนำไปใช้ที่ธนาคาร ที่จำเลยที่ 4 บ่ายเบี่ยงว่า เพิ่งทราบหลังเกิดเหตุ ก็ยากแก่การรับฟัง ไม่เชื่อว่าจำเลยที่ 4 ที่มีหน้าที่เก็บรักษาเงินซึ่งรับผิดชอบสูงจะทำงานไปโดยไม่ทราบระเบียบต่างๆ ของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่ ที่จำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า

หลังเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 เลิกจ้างจำเลยที่ 2 และไม่จ่ายค่าชดเชย โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่อที่ไม่นำรหัสเปิดประตูห้องมั่นคงกลับบ้าน ก็เป็นข้อที่สนับสนุนว่า จำเลยที่ 1 วางระเบียบการเก็บรักษารหัสและกุญแจห้องมั่นคงว่าผู้มีหน้าที่รับผิดชอบจะต้องนำติดตัวกลับบ้านหลังเวลาทำการของจำเลยที่ 1 ด้วยทุกครั้ง จึงน่าเชื่อว่ามีระเบียบกำหนดไว้เช่นนั้นจริง ดังนี้ การที่จำเลยที่ 2 เก็บสำเนารหัสและวิธีการเปิดห้องมั่นคงไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน จำเลยที่ 4 เก็บกุญแจห้องมั่นคงไว้ในตู้นิรภัยเล็ก และจำเลยที่ 5 เก็บกุญแจห้องมั่นคงอีกดอกหนึ่งไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน อันเป็นการผิดระเบียบ จนเป็นเหตุให้คนร้ายรื้อค้นพบและนำไปใช้เปิดห้องมั่นคงแล้วลักทรัพย์ของโจทก์ที่เก็บไว้ในตู้นิรภัยไป จึงต้องถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ในการเก็บรักษารหัสและกุญแจห้องมั่นคง

อันเป็นผลโดยตรงต่อการเกิดเหตุลักทรัพย์ของโจทก์ มิใช่เป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจป้องกันได้ เพราะหากจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 นำรหัสและกุญแจห้องมั่นคงติดตัวกลับบ้านในวันหยุดทำการหลายวันตามระเบียบ ไม่เก็บไว้ในที่ทำงาน คนร้ายย่อมไม่สามารถเข้าไปในห้องมั่นคงได้เลย ซึ่งเหตุลักทรัพย์ของโจทก์ก็จะไม่เกิดขึ้น ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ทำละเมิดต่อโจทก์ นอกจากนี้ การที่จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างยังต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 อีกโสตหนึ่งด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 โดยมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมศาลอุทธรณ์มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ชำระเงิน 4,896,700 บาท แก่โจทก์ สำหรับดอกเบี้ยและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธีระพงศ์ จิระภาค · ประยูร ณ ระนอง · ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
ศาลล่าง
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ศิริกุล
ศาลอุทธรณ์ - นางปิยนุช จรูญรัตนา
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.1110/2554
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ7599/2545
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ8182/2547
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้