Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14921/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญาซื้อขายเรือระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีใจความแสดงให้เห็นว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้ขายและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ซื้อตามสัญญามีความประสงค์ที่จะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในเรือซึ่งมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไปที่ซื้อขายเมื่อจำเลยที่ 1 ชำระเงินครบถ้วนแล้ว แม้โจทก์จะส่งมอบเรือทั้งสามลำที่ซื้อขายให้จำเลยที่ 1 แล้วก็ตาม แต่เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในเรือทั้งสามลำให้เสร็จเด็ดขาดต่อไป สัญญาซื้อขายเรือดังกล่าวจึงเข้าลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย มิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดที่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง จึงไม่ตกเป็นโมฆะ ในการทำสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าว ผู้ทำสัญญาไม่จำต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเรือที่จะซื้อขายขณะทำสัญญาก็ได้ เพราะสาระสำคัญที่เป็นวัตถุประสงค์ของการซื้อขายก็คือให้ผู้ซื้อได้กรรมสิทธิ์โดยชำระราคาตามที่ตกลงกัน และเป็นหน้าที่ของผู้ขายที่ต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อ เมื่อผู้ซื้อปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาแล้ว ทั้งได้ความว่าโจทก์ได้ส่งมอบเรือทั้งสามลำที่จะซื้อขายพร้อมหนังสือมอบอำนาจในการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์เรือทั้งสามลำให้แก่จำเลยที่ 1 ในวันทำสัญญา แสดงว่าโจทก์สามารถดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในเรือทั้งสามลำที่จะซื้อขายให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ สัญญาซื้อขายเรือดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่มีผลใช้บังคับได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) (3) การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 9 เดือน จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ออกเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสมุทรปราการ จำนวน 3 ฉบับ ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2550 สั่งจ่ายเงินฉบับละ 200,000 บาท มอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระค่าเรือตามสัญญาซื้อขายเรือที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำไปเรียกเก็บเงินแล้ว ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินในวันที่ลงในเช็คทั้งสามฉบับ โดยให้เหตุผลเหมือนกันว่า เงินในบัญชีไม่พอจ่าย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยทั้งสองตกลงซื้อเรือประมง 3 ลำ จากโจทก์ในราคา 10,250,000 บาท

ตกลงชำระค่าเรือเป็นงวด ๆ โดยเรือมีระวาง 33.12 ตัน 37.41 ตัน และ 58.60 ตัน ต่อมาจำเลยทั้งสองผ่อนชำระได้เพียง 10 งวด โดยเช็คที่สั่งจ่ายไว้ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ จำเลยทั้งสองจึงเจรจากับโจทก์ขอชำระค่าเรือที่เหลือเป็นเงิน 4,600,000 บาท โจทก์ตกลงให้จำเลยทั้งสองชำระในคราวเดียว และจำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสามฉบับให้แก่โจทก์เพื่อชำระค่าเรือดังกล่าว ซึ่งตามสัญญาซื้อขายเรือ ข้อ 6 ระบุว่า กรรมสิทธิ์ในเรือที่ตกลงซื้อขายนี้ให้ตกเป็นของผู้ซื้อต่อเมื่อได้ชำระราคาภายในเวลาที่กำหนดในข้อ 4 ทั้งหมด และผู้ซื้อได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขอื่น ๆ ทั้งหมดโดยครบถ้วน ข้อ 7 ระบุว่า ในวันทำสัญญานี้ ผู้ขายได้ส่งมอบเรือที่ตกลงซื้อขายให้แก่ผู้ซื้อเพื่อนำไปใช้ประโยชน์แล้วแต่ผู้ซื้อจะนำไปขายต่อไม่ได้

ดังนั้นในกรณีที่ผู้ซื้อไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาข้อ 6 ผู้ซื้อจะต้องคืนเรือให้แก่ผู้ขายเมื่อผู้ขายทวงถาม และข้อ 9 ระบุว่า ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกันว่า หากจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเรือก่อนชำระราคาครบถ้วน ให้ถือในระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายว่าเป็นการดำเนินการเพื่อความสะดวกในการใช้ประโยชน์จากเรือที่ตกลงซื้อขายของผู้ซื้อเท่านั้น และกรรมสิทธิ์ในเรือที่ตกลงซื้อขายกันนี้จะตกเป็นของผู้ซื้อต่อเมื่อผู้ซื้อได้ชำระราคาให้แก่ผู้ขายตามข้อ 4 จนครบถ้วนแล้ว สอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ที่ตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า หลังจากทำสัญญาซื้อขายเรือ โจทก์ได้มอบหนังสือมอบอำนาจในการจดทะเบียนเพื่อเปลี่ยนชื่อเจ้าของเรือทั้งสามลำให้แก่จำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ขายและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ซื้อตามสัญญามีความประสงค์ที่จะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในเรือซึ่งมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไปที่ซื้อขายเมื่อจำเลยที่ 1 ชำระเงินครบถ้วนแล้ว

แม้โจทก์จะส่งมอบเรือทั้งสามลำที่ซื้อขายให้จำเลยที่ 1 แล้วก็ตาม แต่เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในเรือทั้งสามลำให้เสร็จเด็ดขาดต่อไป สัญญาซื้อขายเรือดังกล่าวจึงเข้าลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย มิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดที่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง จึงไม่ตกเป็นโมฆะ และในการทำสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวผู้ทำสัญญาไม่จำต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเรือที่จะซื้อขายขณะทำสัญญาก็ได้ เพราะสาระสำคัญที่เป็นวัตถุประสงค์ของการซื้อขายก็คือให้ผู้ซื้อได้กรรมสิทธิ์โดยชำระราคาตามที่ตกลงกัน และเป็นหน้าที่ของผู้ขายที่ต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อเมื่อผู้ซื้อปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาแล้ว

ทั้งได้ความว่าโจทก์ได้ส่งมอบเรือทั้งสามลำที่จะซื้อขายพร้อมหนังสือมอบอำนาจในการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์เรือทั้งสามลำให้แก่จำเลยที่ 1 ในวันทำสัญญา ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความยอมรับว่า จำเลยที่ 1 ใช้ประโยชน์เรือทั้งสามลำมาตลอด จนเรือบางลำสูญหายและบางลำถูกเจ้าหน้าที่ของสาธารณรัฐอินโดนีเซียยึดไป แสดงว่าโจทก์สามารถดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในเรือทั้งสามลำที่จะซื้อขายให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ สัญญาซื้อขายเรือจึงเป็นสัญญาที่มีผลใช้บังคับได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสามฉบับเพื่อชำระค่าเรือตามสัญญาซื้อขายเรือดังกล่าว จึงเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดตามฟ้อง โดยไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 เดือน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วัส ติงสมิตร · ธีระพงศ์ จิระภาค · ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ศาลล่าง
ศาลแขวงสมุทรปราการ - นายตระการ สุรมณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายเดชวิมล สุมาวงศ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.4534/2553
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ6688/2550
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ8691/2550
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้