Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 149/2519

พ.ศ. 2519 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญาประนีประนอมยอมความมีความว่า จำเลยจะผ่อนชำระเงินให้โจทก์เป็นงวด ๆ ละ 3 เดือน โดยให้จำเลยชำระงวดที่สองนับแต่วันที่ชำระงวดแรก ปรากฏว่าจำเลยได้ชำระเงินงวดแรกในวันที่ 20 สิงหาคม 2512 จำเลยจึงต้องชำระเงินงวดที่สองให้โจทก์ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2512 และชำระเงินงวดที่สามในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2513 เมื่อจำเลยไม่ชำระเงินตามเวลาดังกล่าว ก็ต้องถือว่าจำเลยผิดสัญญา สัญญาประนีประนอมยอมความมีความต่อไปว่า ถ้าจำเลยผิดนัดชำระเงินตั้งแต่งวดที่สอง สองงวดติดกัน ให้โจทก์ริบเอาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นกรรมสิทธิ์ของโจกท์ได้ทันที และจำเลยต้องไปโอนใน 3 วัน ถ้าไม่ไปก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย เช่นนี้ เห็นได้ว่า กำหนดเวลาที่จำเลยจะต้องโอนที่ดินดังกล่าวได้ล่วงพ้นมาตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2513 จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดนัดผิดสัญญาตามสัญญาประนีประนอมยอมความในข้อนี้อีกด้วย เมื่อศาลฎีกาไม่อนุญาตให้จำเลยทุเลาการบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินโอนที่ดินให้แก่โจทก์ได้ หาใช่จะต้องมาเริ่มนับเวลาชำระหนี้กันใหม่ตั้งแต่วันถัดจากวันที่จำเลยฟังคำสั่งของศาลฎีกาที่ไม่อนุญาตให้จำเลยทุเลาการบังคับไม่ เพราะการให้ทุเลาการบังคับ เป็นเรื่องรอการบังคับไว้จนกว่าศาลจะพิพากษา เป็นคนละเรื่องกันกับกำหนดเวลาชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลได้มีคำพิพากษาและมีคำบังคับตามยอมแล้ว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้ โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลพิพากษาตามยอม และมีคำสั่งบังคับตามยอมแล้ว (ก) วันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๑๒

จำเลยยื่นคำร้องว่าโจทก์ทำการก่อสร้างไม่ถูกต้องเรียบร้อยตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ (๑) ถึง (๑๓) ขอให้ศาลออกหมายเรียกโจทก์กับกรรมการตรวจงานมาไต่สวน และขอให้ศาลไปเผชิญสืบอาคารที่ก่อสร้าง (ข) วันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๑๓

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยได้วางเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๖ วรรคแรก ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยยังไม่มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๖ วรรคสอง (ค) วันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๑๓

จำเลยยื่นคำร้องว่า โจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๑ (๑๔) ให้ครบถ้วน ขอให้เรียกโจทก์มารสอบถามและบังคับโจทก์ (ง) วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๑๖

โจทก์ยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยฟังตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๑๕ นับถึงวันนี้เกินกว่า ๖ เดือน และศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลฎีกาที่ไม่อนุญาตให้จำเลยทุเลาการบังคับให้จำเลยฟังตั้งแต่วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๑๖ จำเลยยังไม่ชำระเงินให้โจทก์ ถือว่าจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๖ วรรคสอง ขอให้ศาลสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดิน สำนักงานที่ดินกรุงเทพฯ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ ๖๗๗๙ , ๖๗๘๐ ให้แก่โจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องข้อ (ก) และ (ข) ว่า ให้ยกคำร้องข้อ (ค) ว่าให้รอการสั่งคำร้องของจำเลยไว้จนกว่าจะทราบผลคำพิพากษาศาลฎีกาในปัญหาว่า โจทก์ทำการก่อสร้างถูกต้องเรียบร้อยตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ (๑) ถึง (๑๓) หรือไม่ ข้อ (ง) ว่าให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดที่ ๖๗๗๙, ๖๗๘๐ พร้อมทั้งสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นในปัญหาตามคำร้อง ข้อ (ก) (ข) (ค) (ง) และขอทุเลาการบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๖ วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า ให้รอการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๖ ไว้ชั่วคราว จนกว่าศาลอุทธรณ์จะพิพากษาอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย และพิพากษาในปัญหาข้อ (ก) ว่าให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งใหม่ ข้อ (ข) ว่าเมื่อบัดนี้ศาลฎีกาได้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกคำร้องข้อ (ก) ของจำเลยแล้วข้ออ้างของจำเลยย่อมตกไป และไม่มีเหตุอื่นใดที่ศาลอุทธรณ์จะสั่งตามคำร้องของจำเลยได้ พิพากษายืน ข้อ (ค) ว่า ศาลฎีกาได้พิพากษาในปัญหาตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๑ (๑) ถึง (๑๓) ตามคำร้องข้อ (ก) ของจำเลยแล้ว จึงพ้นเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดรอการสั่งคำร้อง ไม่ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ข้อ (ง) ว่า ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งศาลชั้นต้น พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อ (ก) ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกคำร้องของจำเลย ปัญหาในข้อ (ก) จึงยุติไปแล้ว

จำเลยฎีกาในปัญหาข้อ (ข) (ค) (ง) ปัญหาข้อ (ข)

ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้ทำผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ ๑ (๑๔) ดังจะได้กล่าวไว้ในปัญหาข้อ (ค) ที่ถัดไป เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๖ วรรคสอง ตอนแรก มีว่าจำเลยจะผ่อนชำระเงินที่เหลืออีก ๓,๙๔๐,๐๐๐ บาทให้โจทก์เป็นงวด ๆ งวดละ ๓ เดือน เป็นเงินงวดละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท โดยให้จำเลยชำระงวดที่สอง นับแต่วันที่ได้ชำระงวดแรก และปรากฏว่าจำเลยได้ชำระเงินงวดแรก ๓๐๐,๐๐๐ บาท ในวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๑๒ จำเลยก็ต้องชำระเงินงวดที่สองให้โจทก์ในวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๑๒ เมื่อจำเลยไม่ชำระ และไม่ชำระเงินงวดที่สามในวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๓ ก็ต้องถือว่าจำเลยผิดสัญญาข้อ ๖ วรรคสอง มาตั้งแต่วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๑๒ เป็นต้นมา ปัญหาข้อ (ค) ศาลฎีกาฟังว่า โจทก์ได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๑ (๑๔) แล้ว ปัญหาข้อ (ง)

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อศาลฎีกาได้พิพากษายกคำร้องของจำเลยในข้อ (ก) ก็ฟังได้ว่าโจทก์ได้ทำการก่อสร้างถูกต้องเรียบร้อยตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๑ (๑) ถึง (๑๓) ตั้งแต่วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๑๒ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๖ จำเลยวางเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๖ วรรคแรก ในวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๑๒ เมื่อไม่ชำระงวดที่สองและงวดต่อ ๆ ไปตามกำหนดเวลาที่กล่าวในคำวินิจฉัยปัญหาข้อ (ข) ก็ฟังได้ว่าจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๖ วรรคสอง ตอนแรกแล้ว สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๖ วรรคสอง ตอนหลัง มีว่า ถ้าจำเลยผิดนัดชำระเงินตั้งแต่งวดที่สอง สองงวดติดกัน ให้โจทก์ริบเอาที่ดินโฉนดที่ ๖๗๗๙, ๖๗๘๐ พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ได้จำนองไว้กับโจทก์เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ได้ทันที

จำเลยต้องไปโอนใน ๓ วัน ถ้าไม่ไปก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย เช่นนี้ เห็นได้ว่ากำหนดเวลาที่จำเลยจะต้องปฏิบัติชำระหนี้ในเรื่องที่จะต้องโอนที่ดินโฉนดดังกล่าวได้ล่วงพ้นมาตั้งแต่วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๓ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดนัด ผิดสัญญาตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๖ วรรคสอง ตอนหลังด้วย เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งของศาลฎีกาที่ไม่อนุญาตให้จำเลยทุเลาการบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๖ ในวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๑๖ ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะสั่งในวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๑๖ ให้เจ้าพนักงานที่ดินโอนที่ดินตามสัญญาข้อ ๖ วรรคสอง ตอนหลังให้แก่โจทก์ได้ หาใช่จะต้องมาเริ่มนับเวลาชำระหนี้กันใหม่ตั้งแต่วันถัดจากวันที่จำเลยฟังคำสั่งของศาลฎีกาที่ไม่อนุญาตให้จำเลยทุเลาการบังคับดังฎีกาของจำเลยไม่ เพราะการให้ทุเลาการบังคับเป็นเรื่องรอการบังคับไว้จนกว่าศาลจะพิพากษา เป็นคนละเรื่องกันกับกำหนดเวลาชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลได้มีคำพิพากษาและมีคำบังคับตามยอมแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประพจน์ ถิระวัฒน์ · สมคิด มงคลชาติ · ไพโรจน์ ไวกาสี
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - ศาลอุทธรณ์ - นายประถม วิเชียรเนตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1716/2538

สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมมีใจความว่าจำเลยยอมชำระเงิน35,000บาทให้แก่โจทก์โดยแบ่งชำระเป็นงวดงวดแรกชำระเป็นเงิน40,000บาทภายใน5เดือนนับแต่วันทำสัญญางวดหลังชำระอีก35,000บาทภายใน4เด…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2824/2538

แม้สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลได้พิพากษาตามยอมแล้วมีใจความว่าจำเลยและหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดล. เป็นหนี้ค่าอาหารสัตว์กับบริษัทจ. โจทก์ขอรับผิดชดใช้หนี้ร่วมกับจำเลยครึ่งหนึ่งทั้งนี้ไม่เกินวงเงิน1,550,0…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 331/2528

คำพิพากษาศาลชั้นต้นพิมพ์นามสกุลจำเลยที่ 1 "คล่องอักขระ" ผิดเป็น "คล่องอักษร" เป็นการพิมพ์ผิดพลาดเล็กน้อย ศาลมีอำนาจแก้ให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 525/2519

โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลว่าจำเลยยอมซื้อที่ดินส่วนของโจทก์ โดยมีกำหนดระยะเวลาชำระค่าที่ดินแน่นอน การที่โจทก์ได้เงินค่าที่ดินช้ากว่าเวลาที่ตกลงกัน เห็นได้ชัดว่าเป็นการเสียหายแก่โจทก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2596/2518

สัญญาประนีประนอมยอมความทำกันในศาลเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2516 ความว่า จำเลยยอมชำระหนี้ให้โจทก์ภายใน 15 เดือนนับแต่วันทำสัญญา โดยให้นับ 30 วันเป็นหนึ่งเดือน ถ้าผิดนัด จำเลยยอมให้ทรัพย์จำนองหลุดและถือว่า…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้