Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1486/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้จำเลยจะมีระเบียบเกี่ยวกับบำเหน็จพนักงาน กำหนดให้พนักงานหญิงทั่วไปซึ่งมีตำแหน่งต่ำกว่าผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ แต่สำหรับตำแหน่งของโจทก์คือตำแหน่งหัวหน้าส่วนที่เรียกว่าผู้จัดการส่วนไม่ปรากฏว่าโดยลักษณะหรือสภาพของงานในตำแหน่งนี้ไม่อาจกำหนดให้พนักงานหญิงเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์อย่างพนักงานชายได้ ในเมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอาศัยระเบียบนี้จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าการเลิกจ้างโจทก์ของจำเลยเป็นการเลิกจ้างโดยอาศัยระเบียบซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยขัดแย้งกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติให้ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน เป็นอุทธรณ์ในปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์ย่อมอุทธรณ์ได้ แม้มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลาง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ป.วิ.พ. มาตรา 225 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 30 ป.วิ.พ. มาตรา 142

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหาย 1,499,550 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นพนักงานของจำเลยตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าส่วนที่เรียกว่าผู้จัดการส่วน จำเลยมีระเบียบเกี่ยวกับตำแหน่งพนักงานฉบับแก้ไข พ.ศ.2530 ข้อ 4 สรุปได้ว่าพนักงานหญิงทั่วไปซึ่งมีตำแหน่งตำกว่าผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายเกษียณอายุเมื่อมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ เมื่อประมาณปี 2540 ถึง 2541 เกิดภาวะวิกฤติเศรษฐกิจจำเลยประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างรุนแรง จึงทำให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินได้เข้าถือหุ้นในกิจการของจำเลยเกินกว่าร้อยละ 50 ของทุนจดทะบียนของจำเลยตามแผนฟื้นฟูระบบสถาบันการเงินของรัฐบาล การเข้าถือหุ้นของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินดังกล่าวทำให้จำเลยเปลี่ยนเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่คณะรัฐมนตรีมีมติให้รัฐวิสาหกิจเช่นจำเลยได้รับการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการในเรื่องเงินเดือน

สวัสดิการ และผลประโยชน์ตอบแทนของพนักงาน โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการจ้างเดิมตามเอกสารหมาย ล.9 วันที่ 15 มีนาคม 2544 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์พ้นสภาพการเป็นพนักงานมีผลตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2544 เนื่องจากโจทก์มีอายุ 55 ปี โจทก์มีตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าส่วนซึ่งต่ำกว่าตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายของจำเลยและโจทก์มีอายุ 55 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 19 เมษายน 2544 จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยสามารถเลิกจ้างโจทก์ตามระเบียบเดิม การเลิกจ้างโจทก์ของจำเลยจึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อจำเลยมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจแล้ว การกำหนดเงื่อนไขคุณสมบัติของพนักงานรัฐวิสาหกิจต้องเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ข้อยกเว้นตามมติของคณะรัฐมนตรีเอกสารหมาย

ล.9 ไม่ครอบคลุมถึงเงื่อนไขและสภาพแห่งการจ้าง ระเบียบเดิมไม่สามารถใช้บังคับแก่การเลิกจ้างโจทก์ของจำเลยได้ อีกทั้งระเบียบเดิมของจำเลยมีลักษณะเลือกปฏิบัติระหว่างลูกจ้างที่เป็นชายและหญิงขัดแย้งกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เห็นว่า ในข้อที่เกี่ยวกับคุณสมบัติของพนักงานรัฐวิสาหกิจนั้น กฎหมายเกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจที่โจทก์อ้างเป็นบทบัญญัติทั่วไปที่รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งสามารถกำหนดคุณสมบัติและเหตุที่จะพ้นตำแหน่งพนักงานนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในกฎหมายดังกล่าวได้ เมื่อมติคณะรัฐมนตรีตามเอกสารหมาย ล.9 มิให้นำคำสั่ง กฎ ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่ใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจทั่วไปมาใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจที่เกิดจากการแทรกแซงเข้าถือหุ้นเกินร้อยละ 50 ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเช่นจำเลย

จำเลยจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของระเบียบเดิม ส่วนในข้อที่เกี่ยวกับความแตกต่างกันระหว่างการเกษียณอายุของพนักงานที่เป็นหญิงและเป็นชายตามระเบียบดังกล่าวนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะมีระเบียบเกี่ยวกับบำเหน็จพนักงานฉบับแก้ไข พ.ศ.2530 กำหนดในข้อ 4 ให้พนักงานหญิงทั่วไปซึ่งมีตำแหน่งต่ำกว่าผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ แต่สำหรับตำแหน่งของโจทก์คือตำแหน่งหัวหน้าส่วนที่เรียกว่าผู้จัดการส่วน ไม่ปรากฏว่าโดยลักษณะหรือสภาพของงานในตำแหน่งนี้ไม่อาจกำหนดให้พนักงานหญิงเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์อย่างพนักงานชายได้ ในเมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอาศัยระเบียบนี้จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง แม้ในข้อนี้มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลาง แต่การเลิกจ้างโจทก์ของจำเลยเป็นการเลิกจ้างโดยอาศัยระเบียบซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยขัดแย้งกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติให้ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้จึงเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งโจทก์ย่อมอุทธรณ์ได้แม้มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลาง และในเมื่อการเลิกจ้างโจทก์ของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแล้วก็เป็นเรื่องที่ศาลแรงงานกลางจะต้องใช้ดุลพินิจสั่งให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย ในชั้นนี้จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาใช้ดุลพินิจดังกล่าวแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาโดยนัยที่กล่าวข้างต้นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิชัย วิวิตเสวี · อรพินท์ เศรษฐมานิต · หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15617/2558

โจทก์ฟ้องเรียกดอกเบี้ยของต้นเงินค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และเงินเพิ่มของต้นเงินค่าชดเชยตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 101/2549 นั้น เมื่อปรากฏว่าวันที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3168/2549

โจทก์กับพวกพาผู้หญิงไทยสองคนซึ่งใช้หนังสือเดินทางของบุคคลอื่นเพื่อเข้าประเทศญี่ปุ่น แต่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองญี่ปุ่นไม่อนุญาตให้โจทก์กับ ส. และผู้หญิงไทยทั้งสองคนเข้าประเทศญี่ปุ่น เป็นการกระทำที่ฝ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2549 (เลขอ้างอิง 267179)

แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุดแต่ศาลแรงงานกลางก็ได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าโจทก์มิได้กระทำความผิดหรือบกพร่องต่อหน้าที่ตามข้อกล่าวหาที่จำเลยอ้างเป็นเหตุแห่งการออกคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ เมื่อคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 51/2545

สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์จำเลยไม่ได้กำหนดระยะเวลาจ้างไว้ โจทก์และจำเลยจึงมีสิทธิเลิกสัญญาได้ด้วยการบอกกล่าวให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2512/2545

คำว่า สุจริต ในป.พ.พ. มาตรา 583 มิได้หมายความว่าโจทก์จะต้องกระทำการโดยไม่ทุจริต แต่กรณีนี้มีความหมายว่า โจทก์ทราบถึงเหตุที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างแล้ว แต่โจทก์มิได้ปฏิบัติหน้…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้