Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14795/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ผู้เสียหายที่ 2 พักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 ผู้เป็นป้า ตั้งแต่ผู้เสียหายที่ 2 อายุ 3 ปีเศษ เนื่องจากบิดามารดาของผู้เสียหายที่ 2 หย่าร้างกัน ถือว่าผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในฐานะผู้ดูแลผู้เสียหายที่ 2 การที่จำเลยโทรศัพท์ชวนผู้เสียหายที่ 2 ไปพบแล้วพาขึ้นบ้านไปที่ระเบียง แล้วดึงแขนผู้เสียหายที่ 2 จากระเบียงพาเข้าห้องไปกระทำชำเรา เป็นการรบกวนล่วงอำนาจผู้ดูแลของผู้เสียหายที่ 1 ที่มีต่อผู้เสียหายที่ 2 โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็รับฟังข้อเท็จจริงมาดังกล่าว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะใช้ถ้อยคำว่าผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้ปกครองคลาดเคลื่อนไป ศาลฎีกาก็ปรับบทให้ถูกต้องได้ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความและตามฟ้องโจทก์ จำเลยจึงมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 310, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 317 วรรคท้าย การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 4 ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง จำคุก 2 เดือน และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 9 ปี 2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม), 317 วรรคท้าย การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม เป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 4 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 9 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน และพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่1 แพทย์หญิงทิพย์วรรณเป็นผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ 2 และทำความเห็นตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ นอกจากนี้โจทก์มีพันตำรวจโทประสงค์ และพันตำรวจโทประเสริฐ พนักงานสอบสวนเป็นพยาน โดยพันตำรวจโทประสงค์เบิกความว่า พยานเป็นผู้สอบปากคำผู้เสียหายที่ 2 ต่อหน้าพนักงานอัยการ นักสังคมสงเคราะห์ และผู้ปกครอง กับสอบปากคำผู้เสียหายที่ 1 ตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์

ผู้กล่าวโทษหรือพยาน ส่วนจำเลยนั้นพยานแจ้งสิทธิให้ทราบแล้วสอบสวนจำเลยต่อหน้าบิดาจำเลยในข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน และหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ตามบันทึกการแจ้งสิทธิของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา กับบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา และพันตำรวจโทประเสริฐเบิกความว่า พยานทำหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนคดีนี้ต่อจากพันตำรวจโทประสงค์ซึ่งย้ายไป พยานแจ้งข้อหาชั้นสอบสวนเพิ่มเติมแก่จำเลยว่าพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร และบันทึกรายละเอียดคำให้การของจำเลยไว้ในบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา จากพยานโจทก์ข้างต้น เห็นว่า คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ดังกล่าวและถ้อยคำของผู้เสียหายที่ 2 ตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์

ผู้กล่าวโทษหรือพยาน มีลักษณะเป็นการเบิกความต่อศาลและให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนอย่างตรงไปตรงมาโดยธรรมชาติ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏได้ความว่าจำเลยเป็นคนรู้จักที่มาพูดคุยเกี้ยวพาราสีแต่ไม่ถึงขั้นเป็นคนรักกัน และมีรายละเอียดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องที่ถูกจำเลยดึงแขนเข้าห้องไปกระทำชำเรา อาการเจ็บและแสบที่อวัยวะเพศขณะถูกจำเลยกระทำชำเรา ความรู้สึกหลังจากเกิดเหตุ ตลอดจนเหตุผลที่ปกปิดเรื่องที่เกิดขึ้นว่าเป็นเพราะกลัวจะเสียชื่อเสียงตามที่จำเลยบอกกับกลัวจะถูกญาติผู้ใหญ่ตำหนิและด่าว่า ตามประสาเด็กที่ยังอ่อนวัยและขาดประสบการณ์ในการแก้ปัญหาโดยแท้ ซึ่งตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ก็ปรากฏว่าจำเลยให้การในชั้นสอบสวนไว้ว่าจำเลยเคยชอบพอผู้เสียหายที่ 2 เมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2547 แต่ภายหลังจำเลยมีคนรักซึ่งพามาเที่ยวที่บ้านบ่อยครั้งแล้ว

ทั้งคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ในเรื่องที่ได้รับคำบอกเล่าจากผู้เสียหายที่ 2 ถึงเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุก็สอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 และเชื่อมโยงกันถึงเหตุที่มีการแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยล่าช้าว่าเป็นเพราะผู้เสียหายที่ 1 เพิ่งทราบเรื่องจากผู้เสียหายที่ 2 ในวันที่ 30 เมษายน 2548 แม้ผลการตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ของแพทย์หญิงทิพย์วรรณไม่เป็นข้อพิสูจน์ที่ฟังได้แน่นอนว่าผู้เสียหายที่ 2 ถูกกระทำชำเราไปก่อนหน้านั้นประมาณ 4 สัปดาห์ หรือไม่ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่แพทย์หญิงทิพย์วรรณตรวจพบรอยแดงเล็กน้อยคล้ายแผลใกล้หายที่บริเวณปากช่องคลอดด้านหลังของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งสามารถใส่นิ้วเข้าไปตรวจได้ง่ายต่างไปจากเด็กหญิงที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ โดยแพทย์หญิงทิพย์วรรณมีความเห็นจากรอยที่ตรวจพบนั้นว่าผู้เสียหายที่ 2 น่าจะผ่านการมีเพศสัมพันธ์มาก่อนก็เป็นข้อสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ที่ว่าหลังจากถูกจำเลยกระทำชำเราแล้วมีเลือดออกที่อวัยวะเพศและสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่ว่า ในวันรุ่งขึ้นหลังวันเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 ไม่กล้าลงเล่นน้ำทะเลให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น

ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายทั้งสองเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยแต่อย่างใด อีกทั้งการกล่าวหาว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ก็เป็นเรื่องอื้อฉาวที่ผู้เสียหายที่ 2 เองจะต้องอับอายขายหน้าต่อคนที่รู้จักและเป็นเรื่องที่เสื่อมเสียต่อวงศ์ตระกูล จึงไม่มีเหตุควรระแวงสงสัยว่าผู้เสียหายที่ 2 ได้สร้างเรื่องขึ้นประจานตัวเองหรือผู้เสียหายที่ 1 ได้เสี้ยมสอนผู้เสียหายที่ 2 ผู้เป็นหลานให้บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อปรักปรำจำเลยในเรื่องเสียหายเช่นนี้ เชื่อว่าผู้เสียหายทั้งสองเบิกความตามเรื่องที่แท้จริง การที่โจทก์ไม่มีสมุดบันทึกที่ผู้เสียหายที่ 2 เขียนระบายความในใจว่าเสียตัวให้จำเลยมาแสดงเป็นหลักฐานและมิได้นำสืบน้องสาวผู้เสียหายที่ 2 ที่รู้เห็นว่าผู้เสียหายที่ 2 ออกจากบ้านไปพบจำเลยในวันเกิดเหตุ

ก็ไม่เป็นเหตุให้คำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสองปราศจากน้ำหนักให้เชื่อถือหรือดูเป็นพิรุธแต่อย่างใดไม่ ที่จำเลยนำสืบว่าผู้เสียหายที่ 2 ไม่ได้ไปที่บ้านจำเลยในวันเกิดเหตุ วันดังกล่าวมีคนในบ้านอยู่กันตามปกติโดยมีเพื่อนของบิดาจำเลยไปตั้งวงดื่มสุรา มีคนรักของจำเลยไปช่วยมารดาจำเลยทำกับข้าว มีเพื่อนของน้องชายไปซ้อมดนตรี และมีเพื่อนบ้านไปนั่งดูโทรทัศน์นั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยให้การในชั้นสอบสวนถึงเรื่องนี้ไว้ด้วย อีกทั้งพยานที่จำเลยนำสืบเพิ่งปรากฏในชั้นพิจารณา ข้อนำสืบของจำเลยจึงดูเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงให้ฟังได้ว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ในวันเกิดเหตุจริง

จำเลยจึงมีความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร ซึ่งจำเลยฎีกาว่าผู้เสียหายที่ 1 มิใช่ผู้ปกครองของผู้เสียหายที่ 2 เพราะบิดามารดาของผู้เสียหายที่ 2 ยังมีชีวิตอยู่โดยบุคคลทั้งสองยังไม่ถูกถอนอำนาจปกครองนั้น จากข้อเท็จจริงที่รับฟังยุติในเบื้องต้นว่า ผู้เสียหายที่ 2 พักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 ผู้เป็นป้าเนื่องจากบิดามารดาของผู้เสียหายที่ 2 หย่าร้างกัน โดยได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ประกอบบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษหรือพยานว่า

หลังจากบิดามารดาของผู้เสียหายที่ 2 หย่าร้างกันแล้วผู้เสียหายที่ 1 เลี้ยงดูผู้เสียหายที่ 2 ตั้งแต่อายุ 3 ปีเศษเรื่อยมา ทั้งผู้เสียหายที่ 2 ก็เบิกความว่าผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้ปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ดังนี้จึงถือได้ว่าผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในฐานะผู้ดูแลผู้เสียหายที่ 2 โดยได้รับมอบหมายจากบิดามารดาของผู้เสียหายที่ 2 ฉะนั้นการที่จำเลยโทรศัพท์ชวนผู้เสียหายที่ 2 ไปพบแล้วดึงแขนผู้เสียหายที่ 2 ขึ้นบ้านพาเข้าห้องไปกระทำชำเรา จึงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการรบกวนล่วงอำนาจผู้ดูแลของผู้เสียหายที่ 1 ที่มีต่อผู้เสียหายที่ 2 โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร ซึ่งในข้อนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็รับฟังข้อเท็จจริงมาดังกล่าว

แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะใช้ถ้อยคำว่า ผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้ปกครองคลาดเคลื่อนไป ศาลฎีกาก็ปรับบทให้ถูกต้องได้ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความและตามฟ้องโจทก์ จำเลยจึงมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ดูแลเพื่อการอนาจารดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอีกกรรมหนึ่ง คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมีรูปเรื่องไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปรีดา พูนคำ · นิยุต สุภัทรพาหิรผล · วิรุฬห์ แสงเทียน
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดปทุมธานี - นายปุญชรัสมิ์ วราพงศ์พิ
ศาลศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายวีระวัตร บุณยบุตร
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.3370/2551
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ2277/2548
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ444/2550
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้