Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14779/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

วัดโจทก์เป็นวัดที่สร้างในปี 2478 แต่ยังไม่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา วัดโจทก์จึงมีสถานะเป็นวัดประเภท "ที่สำนักสงฆ์" ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 มาตรา 5 ที่บังคับใช้ในขณะนั้น และได้สร้างวัดขึ้นถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ 5 ประการ โดยนายอำเภอและเจ้าคณะแขวงเห็นว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ทั้ง 5 ข้อแล้ว ให้เจ้าคณะแขวงมีอำนาจทำหนังสืออนุญาตให้สร้างที่สำนักสงฆ์ และให้นายอำเภอประทับตรากำกับในหนังสือนั้น และเจ้าของที่ดินนั้นจะต้องจัดการโอนโฉนดเนื้อที่วัดถวายแก่สงฆ์ตามกฎหมายก่อน จึงจะสร้างที่สำนักสงฆ์ได้ ดังนั้น การสร้างที่สำนักสงฆ์ตามกฎหมายดังกล่าวย่อมมีหลักฐานเป็นหนังสือที่สามารถตรวจสอบได้คือ จดหมายของผู้ประสงค์จะสร้างที่สำนักสงฆ์ถึงนายอำเภอ 1 ฉบับ หนังสือของเจ้าคณะแขวงอนุญาตให้สร้างที่สำนักสงฆ์ซึ่งนายอำเภอประทับตรากำกับ 1 ฉบับ และโฉนดที่ดินซึ่งเจ้าของที่ดินจดทะเบียนโอนให้เป็นที่วัดแล้ว เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารราชการ ควรจะมีการเก็บรักษาหรือบันทึกไว้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะโฉนดที่ดินที่มีผู้อุทิศให้สร้างวัดนั้นย่อมเป็นหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้ง่ายว่ามีการสร้างวัดหรือที่สำนักสงฆ์ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ แต่โจทก์ไม่มีหนังสือเกี่ยวกับการสร้างที่สำนักสงฆ์ตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้นจากอำเภอ เจ้าคณะแขวงหรือโฉนดที่ดินมาแสดง ดังนั้น โจทก์จึงไม่ใช่วัดตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 31 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 32

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทตามแผนที่พิพาท ในส่วนกรอบสีแดง (ที่ถูกที่ดินพิพาทคือส่วนกรอบสีเขียว) กับให้จำเลยและบริวารรื้อถอนพืชที่จำเลยและบริวารปลูกในที่ดินออกให้หมด หากไม่รื้อถอนให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และให้ส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากจำเลยและบริวารไม่ส่งมอบให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นเครื่องแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินมือเปล่าตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลยางราก อำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี ที่พิพาทตามแผนที่พิพาท ในกรอบพื้นที่สีเขียว ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนพืชที่ปลูกในที่ดินพิพาทออกไปและส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นวัดโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามบทบัญญัติมาตรา 2 และมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2484 ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาและยกเลิกบรรดากฎหมาย กฎและข้อบังคับอื่นในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ การที่โจทก์อ้างว่า วัดโจทก์เป็นวัดที่สร้างในปี 2478 แต่ยังไม่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาวัดโจทก์จึงมีสถานะเป็นวัดประเภท "ที่สำนักสงฆ์" ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 มาตรา 5 ที่บังคับใช้ในขณะนั้น และได้สร้างวัดขึ้นถูกต้องตามมาตรา 9 ข้อ 1 ถึงข้อ 3 ที่บัญญัติให้บุคคลใดที่ประสงค์สร้างที่สำนักสงฆ์ขึ้นใหม่ในที่แห่งใดให้ผู้นั้นมีจดหมายแจ้งความต่อนายอำเภอผู้ปกครองท้องที่แห่งนั้น ให้นายอำเภอปรึกษาด้วยเจ้าคณะแขวงตรวจและพิเคราะห์ให้เป็นไป ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ 5 ประการก่อนว่าถูกต้องหรือไม่

ถ้านายอำเภอและเจ้าคณะแขวงเห็นว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ครบทั้ง 5 ข้อแล้ว ให้เจ้าคณะแขวงมีอำนาจทำหนังสืออนุญาตให้สร้างที่สำนักสงฆ์ และให้นายอำเภอประทับตรากำกับในหนังสือนั้น และเจ้าของที่ดินนั้นจะต้องจัดการโอนโฉนดเนื้อที่วัดถวายแก่สงฆ์ตามกฎหมายก่อน จึงจะสร้างที่สำนักสงฆ์ได้ ดังนั้น การสร้างที่สำนักสงฆ์ตามกฎหมายดังกล่าวย่อมมีหลักฐานเป็นหนังสือที่สามารถตรวจสอบได้คือ จดหมายของผู้ประสงค์จะสร้างที่สำนักสงฆ์ถึงนายอำเภอ 1 ฉบับ หนังสือของเจ้าคณะแขวงอนุญาตให้สร้างที่สำนักสงฆ์ซึ่งนายอำเภอประทับตรากำกับ 1 ฉบับ และโฉนดที่ดินซึ่งเจ้าของที่ดินจดทะเบียนโอนให้เป็นที่วัดแล้ว เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารราชการ ควรจะมีการเก็บรักษาหรือบันทึกไว้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะโฉนดที่ดินที่มีผู้อุทิศให้สร้างวัดนั้นย่อมเป็นหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้ง่ายว่ามีการสร้างวัดหรือที่สำนักสงฆ์ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

เนื่องจากตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าเจ้าของที่ดินนั้นจะต้องจัดการโอนโฉนดเนื้อที่วัดถวายแก่สงฆ์ตามกฎหมายก่อน ไม่ใช่ที่ดินซึ่งมีเอกสิทธิในที่ดินประเภทอื่น นอกจากนั้นหากวัดโจทก์เป็นวัดร้างตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 มาตรา 8 บัญญัติให้เจ้าพนักงานฝ่ายพระราชอาณาจักรเป็นผู้ปกครองรักษาวัดนั้น ทั้งที่ธรณีสงฆ์ซึ่งขึ้นวัดนั้นด้วย ซึ่งตามมาตรา 40 เป็นหน้าที่ของเจ้ากระทรวงธรรมการ และ เจ้าพนักงานผู้ปกครองท้องที่ ปัจจุบันคือกระทรวงศึกษาธิการหรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติตามกฎหมายที่บัญญัติขึ้นภายหลัง และต่อมามีการแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องวัดร้างไว้เป็นการเฉพาะคือมาตรา 32 ทวิ โดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2)

พ.ศ.2535 อันเป็นการแสดงว่า หากวัดโจทก์สร้างขึ้นเป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว แม้ภายหลังจะตกเป็นวัดร้าง ทางราชการก็จะเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบตลอดเวลา แต่โจทก์ไม่มีหนังสือเกี่ยวกับการสร้างที่สำนักสงฆ์ตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้นจากอำเภอ เจ้าคณะแขวงหรือโฉนดที่ดินมาแสดง เมื่อหน่วยราชการต่างๆ กล่าวถึงสถานที่ซึ่งพระภิกษุพำนักอยู่ในสถานที่เดียวกับที่โจทก์อ้างว่าเป็นที่ตั้งวัดโจทก์ก็ไม่มีหน่วยงานใดระบุชื่อว่า เป็นวัดพืชมงคลวรญาณ ไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ซึ่งมีพระครูพิพิธอุดมคุณ เจ้าคณะตำบลยางราก ที่แสดงว่าเป็นเรื่องที่ออกจากสำนักงานศึกษาธิการอำเภอ หน่วยงานสังกัดกระทรวงศึกษาธิการซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์

พ.ศ.2505 ก็ไม่ได้แสดงว่ามีวัดโจทก์อยู่ในความดูแลรับผิดชอบแต่อย่างใด แม้โจทก์จะมีพระครูสุวัฒน์จันทโชติรับรองว่าโจทก์เป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมายสร้างขึ้นเมื่อปี 2478 แต่ก็ได้ความจากคำเบิกความของพระครูสุวัฒน์จันทโชติตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เป็นการออกคำรับรองโดยอาศัยคำรับรองของเจ้าคณะอำเภอโคกเจริญ ตลอดจนข้อมูลจากรักษาการเจ้าคณะจังหวัดลพบุรีรูปก่อน การที่พระครูสุวัฒน์จันทโชติรับรองด้วยข้อความดังกล่าวก็คงจะใช้ข้อมูลตามที่ปรากฏในทะเบียนรายชื่อวัดในเขตอำเภอโคกเจริญ ซึ่งเป็นสำเนาเอกสารที่แสดงว่าพระครูพิพิธอุดมคุณ เจ้าคณะอำเภอโคกเจริญได้พิมพ์ลายนิ้วมือขวารับรองไว้ ก็ปรากฏว่าคำรับรองขัดกับข้อความที่พระครูพิพิธอุดมคุณในขณะดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลยางรากได้แสดงฐานะของโจทก์ไว้ใน

รวมทั้งได้ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวแทนที่จะพิมพ์ลายนิ้วมือขวา มีพิรุธไม่น่าเชื่อถือ พยานหลักฐานโจทก์เกี่ยวกับการเป็นวัดโดยชอบด้วยกฎหมายจึงมีเพียงคำเบิกความลอย ๆ ของพระบุญและพระครูสุวัฒน์จันทโชติ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่น่าเชื่อถือมาสนับสนุน ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของจำเลย พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาฟังได้ว่า วัดโจทก์คือที่พักสงฆ์แห่งที่สอง พระเจริญเป็นผู้ก่อตั้งในเขตป่าสงวนแห่งชาติเมื่อประมาณปี 2517 และพระจำรูญส่งพระภิกษุวัดถ้ำกระบอกมาช่วยสร้างถาวรวัตถุต่างๆ ในที่ดินจนมีสภาพเป็นวัดโจทก์ โดยไม่ได้ความว่ามีการสร้างและตั้งวัดตามวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ซึ่งออกตามความในมาตรา 6 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ดังนั้น โจทก์จึงไม่ใช่วัดตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วีรวิทย์ สายสมบัติ · ชัยยุทธ ศรีจำนงค์ · ทองธาร เหลืองเรืองรอง
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดชัยบาดาล - นายนิวัฒน์ สมพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายไพฑูรย์ ณัถฤทธิ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.2420/2558
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ32/2556
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ286/2557
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3410/2565

พระภิกษุในคณะสงฆ์ไทยรวมทั้งผู้ตายที่ได้ไปพำนักและปฏิบัติศาสนกิจอยู่ที่วัดผู้คัดค้านที่ 2 ยังคงถือว่าอยู่ในความปกครองดูแลโดยมหาเถรสมาคม แต่การจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ในลักษณะดังกล่าว ไม่เป็นผลให้วัดผ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 626/2557

พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 31 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 บัญญัติว่า ...ให้วัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัดในกรณีทั่วไป มาตรา 37 บัญญัติว่า เจ้าอาวาสมีหน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20664/2556

เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัด มีหน้าที่บำรุงรักษาวัด การบริหารจัดการกิจการและศาสนสมบัติของวัด โจทก์โดยเจ้าอาวาสจึงย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่ผู้ที่อยู่ในที่ดินของโจทก์ ซึ่งเป็นศาสนสมบัติของวัดโดยละเมิดได้ ส่วนก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1199/2556

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 103 ให้ความหมายของคำว่า "ขีดฆ่า" หมายความว่า "การกระทำเพื่อมิให้ใช้แสตมป์ได้อีก โดยในกรณีแสตมป์ปิดทับได้ลงลายมือชื่อหรือลงชื่อห้างร้านบนแสตมป์ หรือขีดเส้นคร่อมฆ่าแสตมป์ที่ปิดทับกระ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6778/2553

ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 1 (พ.ศ.2507) ออกตามความใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฯ ข้อ 4 วรรคหนึ่ง ผู้มีอำนาจเสนอรายงานขอตั้งวัดคือผู้ได้รับอนุญาตสร้างวัด ทายาท หรือผู้แทน แม้ พ. ผู้เสนอรายงานขอตั้งวัดจะไม่ใช่ทายาทของจำเลย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้