Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14736/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่ทรัพย์สินใดจะเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โดยพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งมวลประกอบกัน ลำพังการลงลายมือชื่อรับรองต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าเงินทั้งหมดที่ซื้อเป็นสินส่วนตัวของจำเลยซึ่งเป็นคนไทยแต่เพียงฝ่ายเดียว เป็นเพียงหลักฐานเบื้องต้นเท่านั้น แต่เมื่อพยานหลักฐานทั้งหมดรับฟังได้ว่าโจทก์ไม่ได้ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว ที่ดินและบ้านพิพาทจึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยร่วมกัน การแบ่งทรัพย์สินพึงกระทำโดยแบ่งทรัพย์สินนั้นเองระหว่างเจ้าของรวมหรือโดยขายทรัพย์สินแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าที่ดินพิพาทแก่โจทก์ก่อน หากไม่ชำระเงินจึงยึดที่ดินมาขายทอดตลาดนำเงินที่ได้จากการขายมาแบ่งกัน จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 67316 ตำบลแสนสุข อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 68/2 ออกขายตามประมวลกฎหมายที่ดินภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา และนำเงินที่ได้จากการขายคืนแก่โจทก์หากจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน 250,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 67316 ตำบลแสนสุข อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดและนำเงินที่ได้จากการขาย จำนวน 250,000 บาท ชำระคืนแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นบุคคลสัญชาติอังกฤษ จดทะเบียนสมรสกับจำเลยในประเทศไทย เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2548 ระหว่างสมรสโจทก์นำเงินรายได้ของโจทก์ซึ่งเป็นสินสมรสไปซื้อที่ดินพิพาทตามโฉนดเลขที่ 67316 ตำบลแสนสุข อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 68/2 เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2549 ตามสำเนาหนังสือขายที่ดิน ต่อมาโจทก์ฟ้องหย่าจำเลย ศาลแห่งประเทศสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ (ศาลประจำจังหวัดเมดสโตน) พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกันเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2551 ตามสำเนาคำพิพากษาและคำแปล

ปัญหาวินิจฉัยในชั้นฎีกานั้น เห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยก่อนว่า ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 68/2 เป็นสินส่วนตัวของจำเลยโดยโจทก์มีเจตนาซื้อเพื่อให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยเพียงผู้เดียวหรือไม่ ซึ่งในข้อนี้ได้ความจากโจทก์เบิกความว่า โจทก์ไม่มีเจตนายกที่ดินพิพาทให้เป็นของจำเลยแต่ผู้เดียว โจทก์มีเจตนาจะให้เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันระหว่างโจทก์และจำเลย โดยโจทก์มีความประสงค์ที่จะมาอยู่ในประเทศไทยหลังจากเกษียณอายุแล้ว ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับที่ได้ความจากพยานจำเลยปากนายชานนท์ ซึ่งเป็นผู้ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และจำเลยว่า วันที่ทำนิติกรรมจดทะเบียนขายที่ดินให้แก่จำเลย โจทก์ไปที่สำนักงานที่ดินด้วย

โจทก์ได้ถามนายชานนท์โดยจำเลยเป็นผู้แปลข้อความที่โจทก์พูดให้เป็นภาษาไทยให้นายชานนท์ฟังว่า เมื่อโจทก์ออกเงินซื้อที่ดินแล้วโจทก์จะได้ที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์หรือไม่ นายชานนท์จึงตอบโจทก์ว่าต้องไปถามเจ้าพนักงานที่ดิน แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ได้ว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อใช้อยู่ร่วมกับจำเลยภายหลังโจทก์เกษียณอายุ การที่โจทก์ถามนายชานนท์ว่าโจทก์จะได้กรรมสิทธิ์หรือไม่ จึงมิใช่เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทเพื่อยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยแต่ผู้เดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยซึ่งมีมารดาของจำเลยเบิกความโดยรับฟังข้อความมาจากจำเลยอันเป็นพยานบอกเล่ามานั้น จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว

ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาอ้างทำนองว่า โจทก์ลงลายมือชื่อยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรในหนังสือรับรองต่อเจ้าพนักงานที่ดินตามระเบียบของสำนักงานที่ดินว่าเงินทั้งหมดที่ซื้อเป็นสินส่วนตัวของจำเลยซึ่งเป็นคนไทยแต่เพียงฝ่ายเดียว จึงมิใช่สินสมรสนั้น เห็นว่า การที่ทรัพย์สินใดจะเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โดยพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งมวลประกอบกัน ลำพังการลงลายมือชื่อรับรองต่อเจ้าพนักงานที่ดินดังกล่าวเป็นเพียงหลักฐานเบื้องต้นเท่านั้น แต่เมื่อพยานหลักฐานทั้งหมดรับฟังได้ว่าโจทก์ไม่ได้ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว ที่ดินและบ้านพิพาทจึงตกเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยร่วมกัน

ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน 250,000 บาท หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทออกขายทอดตลาดและนำเงินที่ได้จากการขาย จำนวน 250,000 บาท ชำระคืนแก่โจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อคดีรับฟังได้ว่า ที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลย โจทก์และจำเลยจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันในทรัพย์สินดังกล่าวคนละกึ่งหนึ่ง ซึ่งในการแบ่งทรัพย์สินเช่นว่านี้พึงกระทำโดยแบ่งทรัพย์สินนั้นเองระหว่างเจ้าของรวมหรือโดยขายทรัพย์สินแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งกัน ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ก่อน จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 67316 ตำบลแสนสุข อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมบ้านเลขที่ 68/2 ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง โดยให้โจทก์จำเลยแบ่งทรัพย์สินกันเองก่อน เมื่อไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลราคาระหว่างกันเอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาด ได้เงินสุทธิเท่าใดให้แบ่งกันคนละครึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1364 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาทั้งโจทก์และจำเลยให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อธิป จิตต์สำเริง · เพลินจิต ตั้งพูลสกุล · พฤษภา พนมยันตร์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี - นางนรีนุช เจริญวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นางสาวนันทวัน เจริญชาศรี
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ยช.(พ)20/2555
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ194/2552
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ191/2553
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกเยาวชนและครอบครัว
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้