Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1473/2496

พ.ศ. 2496 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สามีภริยาอยู่กินด้วยกัน เกิดบุตรหลายคน สามีได้ไปเมืองเมกกะตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามเอเชียบูรพา คือราว 10 ปีมาแล้ว ไม่ได้กลับมาเลย และไม่ปรากฏว่าได้ส่งข่าวคราวถึงภริยาเลย ดังนี้ หากภริยาไปกู้เงินผู้อื่นเขามาใช้จ่าย ก็ย่อมจะถือได้ว่าขณะที่ภริยากู้เงินเขานี้เป็นการไม่แน่นอนว่าสามียังมีชีวิตอยู่หรือตายแล้ว กรณีต้อง ต้องด้วย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 39(1) ภริยาย่อมทำการอันผูกพันส่วนของตนในสินบริคณห์ได้โดยมิต้องได้รับอนุญาตจากสามี

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1-2 เป็นสามีภริยากัน จำเลยที่ 2 ไปประเทศปากีสถาน แล้วเลยหายสาปสูญเป็นเวลา 10 ปีเศษ ระหว่างเวลาเหล่านี้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดูแลอุปการะครอบครัวได้กู้เงินโจทก์ไปอุปการะเลี้ยงดูครอบครัวและการศึกษาของบุตร ครบกำหนดชำระแล้วไม่ใช้ จำเลยที่ 2ก็ปฏิเสธ จึงขอให้บังคับให้จำเลยร่วมกันใช้เงินรายนี้ให้โจทก์จำเลยที่ 1 รับตามฟ้องจำเลยที่ 2 ให้การว่ามิได้หายสาปสูญ ฯลฯศาลชั้นต้นฟังว่าเป็นกรณีต้องด้วยข้อยกเว้นตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 39(1) นิติกรรมกู้เงินที่จำเลยที่ 1 ทำไป จึงเป็นการสมบูรณ์ผูกพันส่วนของจำเลยที่ 1 ในสินบริคณห์โดยมิต้องรับอนุญาตจากจำเลยที่ 2 ผู้เป็นสามี จึงพิพากษาว่า หนี้ 4,500 บาทกับดอกเบี้ย 49 บาทผูกพันส่วนของจำเลยที่ 1 ในสินบริคณห์ จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดใช้ให้โจทก์ ยกฟ้องคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม ค่าทนาย 200 บาท แทนโจทก์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายสำหรับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับจำเลยที่ 2 เท่านั้นอุทธรณ์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้ง 2 เป็นสามีภริยากันมาช้านานแล้ว เกิดบุตรด้วยกันหลายคน จนจำเลยที่ 2 ได้ไปเมืองเมกกะ ตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามเอเชียบูรพาคือเมื่อราว 10 ปีมาแล้ว ระหว่างนั้นจำเลยที่ 2 ไม่ได้กลับมาเลย เพิ่งกลับเมืองไทยเมื่อ พ.ศ. 2494 นี้เอง ก่อนจำเลยที่ 2 กลับมาจำเลยที่ 1 ได้สามี แต่ยังไม่ได้แต่งงานกันตามทางศาสนาอิสสลาม เมื่อจำเลยที่ 2 กลับมาแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ฟ้องขอหย่าจากจำเลยที่ 2 แต่ศาลยกฟ้องพฤติการณ์ต่าง ๆ ส่อแสดงให้เห็นว่า ขณะทำสัญญากู้เงินโจทก์นี้เป็นการไม่แน่นอนว่าจำเลยที่ 2 ยังมีชีวิตอยู่หรือตายแล้ว กรณีต้องด้วย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 39(1) จำเลยที่ 1 ย่อมทำการอันผูกพันส่วนของตนในสินบริคณห์ได้ โดยมิพักต้องได้รับอนุญาตของจำเลยที่ 2 ผู้เป็นสามี ฯลฯคงพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ดุลยทัณฑ์ชนาณัติ · ธรรมบัณฑิตสิทธิศฤงคาร · ดุลยพากย์สุวมัณฑ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2531 (เลขอ้างอิง 61902)

ความว่า เนื่องจากจำเลยนำเงินไปชำระหนี้ให้โจทก์แล้วโจทก์จึงไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยอีกต่อไปและขอถอนฟ้องโปรดอนุญาตหมายเหตุ จำเลยแถลงไม่คัดค้าน (อันดับ 71)โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่า…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2159/2517

กรณีภริยาเป็นผู้อนุบาลสามีซึ่งเป็นผู้ไร้ความสามารถตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1457 นั้น มาตรา 1581ไม่ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยความปกครองมาบังคับจึงจะนำมาตรา 1561,1562,1563. ซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้ว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 819/2500

กฎหมายไม่ได้ห้ามหญิงมีสามีไม่ให้ทำนิติกรรมเหตุที่กฎหมายบัญญัติให้นิติกรรมเป็นโมฆียะก็เฉพาะที่จะผูกพันสินบริคณห์ ซึ่งสามีมีส่วนได้เสียร่วมอยู่ด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 137 วรรคสอง จึงบัญญัติ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1242/2496

สามีภริยาแยกกันอยู่ประมาณ 8 ปี เนื่องจากเกิดทะเลาะกันต่างไม่พอใจอยู่รวมกัน ภริยาจึงแยกไปอยู่ที่อื่น อันเป็นความพอใจของสามี ส่วนสามีคงอยู่ที่บ้านเรือนเดิม ตลอดเวลาที่แยกกันอยู่สามีไม่ได้ให้ความอุปการะส…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 710/2490

ภริยาซึ่งเป็นผู้อนุบาลสามีผู้วิกลจริตซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถมีอำนาจจัดการสินบริคณห์ส่วนของสามีได้โดยลำพังทำสัญญาขายที่ดินแก่คนหนึ่งแล้วไปโอนขายให้แก่อีกคนหนึ่งโดยสมยอมกัน ผู้ซื้อคนแรกขอให้เพ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้