Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14683/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 2 พาผู้เสียหายที่ 2 ไปขนำที่เกิดเหตุโดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่เต็มใจไปด้วย และผู้เสียหายที่ 2 ถูกจำเลยที่ 1 กระทำชำเรา เมื่อปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 2 เป็นบุตรผู้เยาว์อยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการพรากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ 1 มารดาผู้ปกครองดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรและผู้เสียหายที่ 2 ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม การที่จำเลยที่ 2 พาผู้เสียหายที่ 2 ไปพบจำเลยที่ 1 ที่ขนำที่เกิดเหตุในยามวิกาล ซุบซิบปรึกษากับจำเลยที่ 1 แล้วออกอุบายหลอกลวงเพื่อปลีกตัวหนีออกมาโดยปล่อยทิ้งผู้เสียหายที่ 2 อยู่กับจำเลยที่ 1 ตามลำพังจนเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการช่วยเหลือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ในการกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานสนับสนุนจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานกระทำชำเราอีกกรรมหนึ่งหาใช่กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 277, 317

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก จำคุก 6 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 และ 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้สนับสนุนความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุก 4 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 9 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบในชั้นพิจารณาของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นควรลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี จำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ผู้เสียหายที่ 2 เป็นบุตรของผู้เสียหายที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2527 ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 อายุ 14 ปี 11 เดือน 15 วัน โดยพักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 1

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 มีอายุเพียง 14 ปีเศษ แต่เบิกความแสดงรายละเอียดเป็นลำดับขั้นตอนสมเหตุสมผลไม่มีข้อพิรุธ โดยเฉพาะการที่ผู้เสียหายที่ 2 ถูกกระทำชำเราเป็นเรื่องที่น่าอับอายต่อเกียรติยศชื่อเสียงของตนและวงศ์ตระกูล หากไม่เป็นเรื่องจริงคงไม่กล้าเบิกความเช่นนั้น ทั้งผู้เสียหายที่ 2 ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน กรณีจึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าผู้เสียหายที่ 2 จะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 1 ว่ากระทำชำเราตนเองโดยไม่เป็นความจริง คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 จึงมีน้ำหนักให้รับฟังสอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ที่ให้การในวันเดียวกับที่ถูกจับกุมโดยไม่มีโอกาสบิดเบือนข้อเท็จจริงให้ตนเองพ้นผิดว่าผู้เสียหายที่ 2 ยินยอมให้ตนเองกระทำชำเรา

ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 มีน้ำหนักมั่นคงยิ่งขึ้น ประกอบกับหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เคยให้ผู้ใหญ่ไปเจรจาสู่ขอผู้เสียหายที่ 2 แต่ผู้ใหญ่ฝ่ายผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอม พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาเชื่อว่าจำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าตนเองไม่ได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 นั้น ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง แม้การตรวจร่างกายของผู้เสียหายที่ 2 จะไม่พบเชื้ออสุจิในช่องคลอด และบาดแผลที่อวัยวะเพศ ก็หาใช่เป็นข้อสันนิษฐานว่าจำเลยที่ 1 มิได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 แต่อย่างใดไม่ เพราะแพทย์ตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ 2 หลังเกิดเหตุแล้วถึง 2 วัน ทั้งอาจเป็นเพราะผู้เสียหายทำความสะอาดร่างกายแล้วก็ได้ แต่อย่างไรก็ตาม

แม้จะฟังว่าผู้เสียหายที่ 2 จะยินยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำชำเรา การกระทำของจำเลยที่ 1 ก็เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาในส่วนของจำเลยที่ 2 ที่ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานกระทำชำเราหาได้ไม่นั้น เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 2 ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 มาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 2 ให้ต้องรับโทษ คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 สอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของเด็กหญิงปัทมา โดยเฉพาะเด็กหญิงปัทมาเป็นคู่รักของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีเหตุที่จะแกล้งให้การปรักปรำจำเลยที่ 2 ให้ต้องรับโทษ เชื่อว่าจำเลยที่ 2 พาผู้เสียหายที่ 2 ไปขนำที่เกิดเหตุจริงโดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่เต็มใจไปด้วย และผู้เสียหายที่ 2 ถูกจำเลยที่ 1 กระทำชำเรา

เมื่อปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 2 เป็นบุตรผู้เยาว์อยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการพรากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ 1 มารดาผู้ปกครองดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรและผู้เสียหายที่ 2 ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม หาใช่มาตรา 317 วรรคแรก ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่ การที่จำเลยที่ 2 พาผู้เสียหายที่ 2 ไปพบจำเลยที่ 1 ที่ขนำที่เกิดเหตุในยามวิกาล ซุบซิบปรึกษากับจำเลยที่ 1 แล้วออกอุบายหลอกลวงเพื่อปลีกตัวหนีออกมาโดยปล่อยทิ้งผู้เสียหายที่ 2 อยู่กับจำเลยที่ 1 ตามลำพังจนเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการช่วยเหลือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ในการกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานสนับสนุนจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานกระทำชำเราอีกกรรมหนึ่ง หาใช่กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่...

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อร่าม เสนามนตรี · พินิจ สายสะอาด · อร่าม แย้มสอาด
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสงขลา - นางสาวเด่นฟ้า เรืองฤทธิ์เดช
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายชวลิต สุจริตกุล
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.395/2548
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ4146/2542
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ1652/2545
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้