Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1465/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ใบจองหุ้นสามัญเป็นเพียงหลักฐานให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิในการเป็นผู้ซื้อหุ้นที่บริษัท ห. จะจัดสรรให้เมื่อมีการจดทะเบียนเพิ่มทุนแล้ว แม้โจทก์จะทำสัญญาจองซื้อหุ้นเป็นเวลานานเป็นปีแล้ว แต่โจทก์ยังไม่ได้รับใบหุ้นและพยายามทวงถามจำเลยทั้งสองก็ตาม โจทก์ย่อมไม่ทราบว่าถูกจำเลยทั้งสองหลอกลวงหรือไม่ เพราะอาจมีปัญหาเกี่ยวกับบริษัทโดยตรงที่ไม่สามารถจดทะเบียนเพิ่มทุนได้ ระหว่างที่รอโจทก์จึงไม่สามารถทราบได้ว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาฉ้อโกงโจทก์ จนกระทั่งวันที่ 20 มีนาคม 2541 จำเลยทั้งสองยอมรับกับโจทก์ว่าไม่มีการจดทะเบียนเพิ่มทุน จึงไม่มีหุ้นโอนให้โจทก์ พร้อมคืนเงินค่าจองหุ้นและชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์รวมเป็นเงิน 2,000,000 บาท เพื่อไม่ให้โจทก์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง โจทก์จึงทราบว่าจำเลยทั้งสองหลอกลวงโจทก์ในวันดังกล่าว เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 341

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 หลบหนี ศาลชั้นต้นออกหมายจับและให้จำหน่ายคดีชั่วคราวสำหรับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ร่วมกระทำความผิดมิใช่ตัวการหลักทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยกระทำความผิดมาก่อน และจำเลยที่ 2 เคยรับราชการมาเป็นระยะเวลานานจนเกษียณอายุราชการ มีคุณงามความดีเห็นควรให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทหลุยส์เปเปอร์ กรุ๊ป จำกัด เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2539 โจทก์จองซื้อหุ้นสามัญของบริษัทดังกล่าวจำนวน 40,000 หุ้น ในราคา 1,200,000 บาท ตามใบจองหุ้นสามัญโดยโจทก์สั่งจ่ายเช็ค 2 ฉบับ ชำระค่าหุ้นดังกล่าวครบถ้วนแล้ว มีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ที่ต้นขั้วเช็คทั้งสองฉบับ ตามสำเนาภาพถ่ายต้นขั้วเช็คและสำเนาภาพถ่ายเช็ค แต่ปรากฎว่าบริษัทดังกล่าวไม่ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนและไม่ได้มีมติเสนอขายหุ้นสามัญ โจทก์ไม่ได้รับใบหุ้นจากจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 20 มีนาคม 2541 โจทก์กับจำเลยทั้งสองเจรจากัน

จำเลยที่ 1 ยอมชำระเงินค่าจองหุ้นคืนให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยเป็นค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 2,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) สาขาพระปิ่นเกล้า ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2541 และบันทึกข้อความเป็นหลักฐานมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นพยานตามสำเนาภาพถ่ายเช็คและบันทึกข้อความ แต่ปรากฏว่าโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คไม่ได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความยืนยันว่า ที่โจทก์ตกลงจองซื้อหุ้นจากจำเลยที่ 1 โดยเชื่อถือจำเลยที่ 2 ขณะนั้นรับราชการเป็นรองอธิบดีกรมการประกันภัย ร่วมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทหลุยส์เปเปอร์ กรุ๊ป จำกัด ชักชวนโจทก์ให้จองซื้อหุ้นของบริษัทดังกล่าว โจทก์จองซื้อหุ้นไปเป็นเงิน 1,200,000 บาท แต่โจทก์กลับไม่ได้รับใบหุ้นจากที่จำเลยที่ 1 ภายหลังโจทก์ไปตรวจสอบรายการจดทะเบียนบริษัทที่กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ ปรากฏว่าบริษัทดังกล่าวไม่มีการขอจดทะเบียนเพิ่มทุนหรือขายหุ้นดังจำเลยทั้งสองอ้างแต่อย่างใด แสดงว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาทุจริตหลอกลวงโจทก์ด้วยการแสดงข้อความเป็นเท็จว่าบริษัทดังกล่าวจะจดทะเบียนเพิ่มทุน จึงร่วมกับจำเลยที่ 2 หลอกลวงโจทก์ให้จองซื้อหุ้นของบริษัทดังกล่าว

ส่วนจำเลยที่ 2 นำสืบปฏิเสธว่า ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องในการซื้อขายหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับผลประโยชน์จากการซื้อขายหุ้นดังกล่าว เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ต่างๆ แล้ว เห็นว่า โจทก์รู้จักกับจำเลยที่ 1 ก็โดยการแนะนำของจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 1 เป็นญาติของจำเลยที่ 2 ในขณะที่โจทก์ไปปรึกษาจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับธุรกิจประกันภัยของโจทก์ที่กรมการประกันภัย ที่ทำงานของจำเลยที่ 2 ต่อมาเมื่อโจทก์ตกลงจองซื้อหุ้นจำนวน 1,200,000 บาท จากจำเลยที่ 1 ที่บ้านของโจทก์ จำเลยที่ 2 ก็ลงลายมือชื่อร่วมกับจำเลยที่ 1 ในใบจองหุ้น ในช่องผู้ตรวจสำหรับเจ้าหน้าที่บริษัทที่เสนอขายหุ้น เมื่อโจทก์สั่งจ่ายเช็ค 2 ฉบับ ชำระค่าจองหุ้น

จำเลยที่ 2 ก็ลงลายมือชื่อในต้นขั้วเช็คทั้งสองฉบับของโจทก์เป็นหลักฐาน และต่อมาเมื่อโจทก์ทราบว่าบริษัทหลุยส์เปเปอร์ กรุ๊ป จำกัด ไม่มีการขายหุ้นเพิ่มทุนเท่ากับหลอกลวงโจทก์ จำเลยที่ 2 ก็เป็นผู้นัดหมายให้จำเลยที่ 1 มาเจรจาตกลงกับโจทก์ที่ที่ทำงานของจำเลยที่ 2 จนสามารถตกลงกันได้ว่าจำเลยที่ 1 ยินยอมคืนเงินค่าจองหุ้นให้โจทก์ พร้อมค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 2,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ก็ร่วมลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงดังกล่าวด้วย ก็ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 ทั้งสิ้น ที่จำเลยที่ 2 ปฏิเสธอ้างว่า ขณะโจทก์มาพบปรึกษาเกี่ยวกับธุรกิจประกันภัยที่ที่ทำงานของจำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 1 มาพบจำเลยที่ 2 โดยไม่ได้นัดหมายจำเลยที่ 1 มาก่อน และที่แนะนำจำเลยที่ 1 ว่าเป็นญาติของจำเลยที่ 2 ก็ทราบจากตัวของจำเลยที่ 1 เอง แต่จำเลยที่ 1 จะเป็นญาติของจำเลยที่ 2 จริงหรือไม่

จำเลยที่ 2 ไม่ทราบ นั้น เป็นการง่ายต่อการกล่าวอ้าง เพราะหากจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นญาติของจำเลยที่ 2 จริง จำเลยที่ 2 ก็ไม่น่าจะยอมให้จำเลยที่ 1 มาพบถึงที่ทำงานหลายครั้ง ทั้งไม่เฉลียวใจว่าหากจำเลยที่ 1 เพียงกล่าวอ้างแต่ไม่ได้เป็นญาติของจำเลยที่ 2 จริง การเข้ามาพบจำเลยที่ 2 ถึงห้องทำงานอาจเกิดความเสียหายหรือเป็นอันตรายแก่จำเลยที่ 2 เองก็ได้ ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ที่ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ญาติของจำเลยที่ 2 จึงขัดต่อเหตุผล ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า โจทก์ตกลงจองซื้อหุ้นกับจำเลยที่ 1 เอง โดยจำเลยที่ 2 ไม่ทราบเรื่องแต่โจทก์เป็นคนโทรศัพท์ให้จำเลยที่ 2 ไปที่บ้านของโจทก์เอง และที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อร่วมกับจำเลยที่ 1 ในช่องผู้ตรวจสำหรับเจ้าหน้าที่บริษัทที่เสนอขายหุ้นก็เพราะโจทก์ชี้ให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อ โดยไม่ทราบข้อความในเอกสาร และเมื่อโจทก์สั่งจ่ายเช็ค 2 ฉบับ ให้จำเลยที่ 1 โจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ที่ต้นขั้วเช็คเพื่อเป็นพยาน

จำเลยที่ 2 ก็ลงลายมือชื่อให้จากนั้นจำเลยที่ 2 ก็กลับบ้านก่อนนั้นจำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มีตำแหน่งเป็นถึงรองอธิบดี อ้างว่ารู้จักโจทก์ในฐานะเป็นผู้ตรวจสอบกิจการประกันภัยของโจทก์เท่านั้นและไม่เคยรู้จักบ้านของโจทก์มาก่อน เหตุใดเมื่อโจทก์โทรศัพท์ให้ไปพบที่บ้าน จำเลยที่ 2 ก็ไปพบโจทก์ที่บ้านของโจทก์แต่โดยดีไม่มีเหตุผล ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติวิสัย และเมื่อไปถึงบ้านของโจทก์ โจทก์จึงแจ้งให้ทราบว่าโจทก์ตกลงจองซื้อหุ้นของบริษัทหลุยส์เปเปอร์กรุ๊ป จำกัด กับจำเลยที่ 1 แล้ว ขอให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นพยาน โดยชี้ให้ลงลายมือชื่อใต้ช่องลายมือชื่อผู้ตรวจที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้แล้ว โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกรอกข้อความ

ทั้งไม่ทราบว่าจะมีหุ้นขายให้โจทก์จริงหรือไม่ยิ่งเป็นการขัดต่อเหตุผลอย่างยิ่งที่จำเลยที่ 2 จะยอมลงลายมือชื่อในต้นขั้วเช็คที่โจทก์สั่งจ่ายให้จำเลยที่ 1 โดยไม่ได้ดูเช็คทั้งสองฉบับว่ามีจำนวนเงินและข้อความถูกต้องหรือไม่ ซึ่งข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ล้วนแต่ขัดต่อเหตุผลทั้งสิ้นจนไม่น่าเชื่อถือประกอบกับหลังจากโจทก์ทราบว่าถูกหลอก ไม่มีการขายหุ้นเพิ่มทุน จำเลยที่ 2 ก็เป็นผู้นัดให้โจทก์มาเจรจาตกลงกับจำเลยที่ 1 ที่ห้องทำงานของจำเลยที่ 2 ที่กรมการประกันภัย จนตกลงกันได้ โดยจำเลยที่ 1 ยินยอมคืนเงินค่าจองหุ้นให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยเป็นค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 2,000,000 บาท และจำเลยที่ 2 ยังลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงดังกล่าวด้วย

เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ต่างๆ ประกอบข้ออ้างของจำเลยที่ 2 แล้ว เชื่อได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 โดยทุจริตหลอกลวงโจทก์ให้จองซื้อหุ้นที่จดทะเบียนเพิ่มทุนบริษัทหลุยส์เปเปอร์ กรุ๊ป จำกัด อันเป็นเท็จ ทำให้จำเลยทั้งสองได้เงินค่าจองหุ้นไปจากโจทก์จำนวน 1,200,000 บาท อันเป็นความผิดฐานฉ้อโกงจริงดังฟ้อง พยานจำเลยที่ 2 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่นั้นเห็นว่า ตามใบจองหุ้นสามัญที่โจทก์ทำสัญญาจองซื้อหุ้นนั้นเป็นเพียงให้โจทก์เป็นผู้จองเพื่อได้สิทธิในการเป็นผู้ซื้อหุ้นที่บริษัทหลุยส์เปเปอร์

กรุ๊ป จำกัด จะจัดสรรให้เมื่อมีการจดทะเบียนเพิ่มทุนแล้ว ระหว่างที่รอบริษัทจดทะเบียนเพิ่มทุนแม้จะเป็นเวลานานที่รอการจดทะเบียนเพิ่มทุนเป็นปี โจทก์ยังไม่ได้รับใบหุ้นและพยายามทวงถามจำเลยทั้งสองก็ตาม โจทก์ก็ย่อมยังไม่ทราบว่าถูกจำเลยทั้งสองหลอกลวงหรือไม่เพราะอาจมีปัญหาเกี่ยวกับบริษัทโดยตรงที่ไม่สามารถจดทะเบียนเพิ่มทุนได้ ระหว่างที่รอโจทก์จึงไม่สามารถทราบได้ว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาฉ้อโกงโจทก์ จนกระทั่งโจทก์เจรจากับจำเลยทั้งสองในวันที่ 20 มีนาคม 2541 จำเลยทั้งสองจึงยอมรับว่าไม่มีการจดทะเบียนเพิ่มทุน จึงไม่มีหุ้นโอนให้โจทก์ พร้อมคืนเงินค่าจองหุ้นและชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์รวมเป็นเงิน 2,000,000 บาท เพื่อไม่ให้โจทก์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองโจทก์จึงทราบว่าจำเลยทั้งสองหลอกลวงโจทก์ในวันที่ 20 มีนาคม 2541 ดังกล่าวเมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 19 มิถุนายน 2541 เป็นระยะเวลาภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิด และรู้ตัวผู้กระทำความผิด

คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 โดยไม่รอการลงโทษจำคุกนั้นเห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้หญิงอายุมากแล้ว เคยรับราชการจนเกษียณอายุราชการทั้งไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน เพิ่งกระทำความผิดเป็นครั้งแรก และศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 เพียง 1 ปี เห็นควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป โดยการรอการลงโทษจำคุกดีเสียกว่าที่จะจำคุกจำเลยที่ 2 เสียทีเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปีนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์ · พิทยา บุญชู · สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้