Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14556/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง ไม่ได้บัญญัติชัดเจนว่า เจ้าของอสังหาริมทรัพย์จะต้องร้องขอให้เจ้าหน้าที่เวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินส่วนที่เหลือในระยะเวลาใด เมื่อปรากฏว่าเจ้าหน้าที่เวนคืนมีหนังสือถึงโจทก์ให้ไปรับเงินค่าทดแทน โจทก์จึงมีสิทธิยื่นอุทธรณ์เงินค่าทดแทนได้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง แม้ขณะที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์และมีหนังสือขอให้ซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนเป็นระยะเวลาที่เลยกำหนด พ.ร.ฎ.เวนคืนใช้บังคับแล้วก็ตาม ไม่ทำให้อุทธรณ์และหนังสือแจ้งร้องขอให้ซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนสิ้นสิทธิอุทธรณ์และสิ้นสิทธิร้องขอให้ซื้อที่ดินไปด้วย เพราะมิฉะนั้นก็อาจเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่เวนคืนมีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกเวนคืนไปรับเงินค่าทดแทนใกล้กับวันครบกำหนดใช้บังคับตาม พ.ร.ฎ.เวนคืน อันจะทำให้ความในมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ไม่มีผลบังคับไปในตัว ซึ่งไม่ชอบด้วยเหตุผลความถูกต้องและความยุติธรรม

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 4,297,888 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,940,757 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มจำนวน 350,000 บาท และค่ารื้อถอนอาคารเพิ่มจำนวน 13,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินกว่าร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ซื้อที่ดินจำนวน 11 ตารางวา ของโจทก์ในราคา 1,320,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 เมษายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้เป็นพับ โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 96298 ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 16 ตารางวา พร้อมอาคารพาณิชย์เลขที่ 5/15 หมู่ที่ 6 ถนนพิบูลสงคราม ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ถูกเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่อำเภอบางบัวทอง อำเภอเมืองนนทบุรี อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี และเขตตลิ่งชัน เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2537 เพื่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดนครอินทร์ และถนนต่อเชื่อมสายติวานนท์ - เพชรเกษม - รัตนาธิเบศร์ เนื้อที่ 5 ตารางวา ที่ดินคงเหลือจากการเวนคืนเนื้อที่ 11 ตารางวา โดยโจทก์จะต้องรื้อถอนอาคารพาณิชย์เลขที่ 5/15 ออกไปด้วย

คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 70,000 บาท เป็นเงิน 350,000 บาท เงินค่าทดแทนอาคารสิ่งปลูกสร้างจำนวน 787,783 บาท เงินค่ารื้อย้ายมิเตอร์ไฟฟ้าจำนวน 4,550 บาท เงินค่ารื้อย้ายมาตรประปาจำนวน 5,045 บาท เงินค่ารื้อย้ายทรัพย์สินจำนวน 10,860 บาท รวมเป็นเงิน 1,158,238 บาท เจ้าหน้าที่เวนคืนมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินจำนวนดังกล่าว โจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนเพิ่มรวมทั้งขอให้ซื้อที่ดิน ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนต่อจำเลยที่ 2 และในวันเดียวกันโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 4 ขอให้ซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนเนื้อที่ 11 ตารางวา ในราคาตารางวาละ 230,000 บาท มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นข้อแรกว่า

โจทก์สมควรได้รับเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่ถูกเวนคืนเนื้อที่ 5 ตารางวา ในราคาตารางวาละ 120,000 บาท เป็นเงินค่าทดแทนเพิ่มตารางวาละ 50,000 บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทนเพิ่มจำนวน 250,000 บาท หรือไม่ เห็นว่า คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นประชุมครั้งที่ 12/2540 ลงมติว่า ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ปี 2539 ถึงปี 2542 เป็นแนวทางในการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดิน แสดงให้เห็นว่าการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ในราคาตารางวาละ 70,000 บาท ถือเอาราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 (3) เป็นสำคัญ ไม่ได้นำราคาซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 21 (1)

มาพิจารณาประกอบด้วย ซึ่งไม่ถูกต้อง ทั้งยังปรากฏตามสำเนารายงานการประชุมของคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น ครั้งที่ 8/2539 ว่า โครงการก่อสร้างถนนสายเลี่ยงเมืองนนทบุรี มีข้อมูลราคาตลาดว่า ตึกแถวเนื้อที่ 18 ตารางวา สภาพอาคาร 4 ชั้นครึ่ง อายุประมาณ 10 ปี ราคาประกาศขายห้องละ 4,500,000 บาท หักค่าก่อสร้างและค่าเสื่อมแล้วเหลือราคาที่ดิน 3,751,200 บาท หรือราคาตารางวาละ 208,400 บาท ซึ่งสภาพตึกแถวและสภาพที่ดินใกล้เคียงกับตึกแถวและที่ดินของโจทก์ แต่ของโจทก์ด้อยกว่าเพราะมีเนื้อที่ 16 ตารางวา และตามโฉนดที่ดินปรากฏว่ามีการออกโฉนดที่ดินอันแสดงว่ามีการสร้างตึกแถวประมาณปีดังกล่าว ซึ่งเป็นเวลาก่อนใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาเวนคืนนานถึงประมาณ 15 ปี

อย่างไรก็ดีรายงานการประชุมในหน้า 17 ได้ทำตารางสรุปราคาของที่ดินไว้ว่า ที่ดินติดถนนพิบูลสงคราม ราคาประเมินมูลค่าที่ดิน 108,000 บาท ถึง 120,000 บาท ต่อตารางวา แม้โครงการก่อสร้างถนนสายเลี่ยงเมืองนนทบุรี เป็นอีกโครงการหนึ่งแยกต่างหากจากโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดนครอินทร์และถนนต่อเชื่อมสายติวานนท์ - เพชรเกษม - รัตนาธิเบศร์ ซึ่งเวนคืนที่ดินของโจทก์ก็ตาม แต่ก็ปรากฏตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี พ.ศ.2537 เพื่อสร้างถนนสายเลี่ยงเมืองนนทบุรีว่า มีการตราพระราชกฤษฎีกาเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2537 อันเป็นเวลาภายหลังจากมีการตราพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินของโจทก์ซึ่งตราเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2537 เพียง 1 เดือนเศษเท่านั้น

ทั้งพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินของโจทก์ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2537 ห่างจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาของพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินเพื่อก่อสร้างถนนสายเลี่ยงเมืองนนทบุรี ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2537 เพียงประมาณ 2 เดือน ราคาของที่ดินจึงไม่น่าที่จะแตกต่างกันมากอย่างมีนัยสำคัญ ราคาของที่ดินในโครงการก่อสร้างถนนสายเลี่ยงเมืองนนทบุรีเป็นที่ดินตั้งอยู่ถนนพิบูลสงครามและตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี เช่นเดียวกับที่ดินของโจทก์ จึงน่าที่จะนำมาเปรียบเทียบเพื่อกำหนดเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินของโจทก์ได้ เช่นนี้ เมื่อปรากฏว่าในการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ในราคาตารางวาละ 70,000 บาท

ได้คำนึงถึงราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเป็นสำคัญ ย่อมไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ผู้ถูกเวนคืน เมื่อเอกสารของฝ่ายจำเลยระบุว่าที่ดินติดถนนพิบูลสงครามมีมูลค่าที่ดินถึงตารางวาละ 120,000 บาท การกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 120,000 บาท จึงน่าจะเป็นธรรมแก่ทั้งโจทก์ผู้ถูกเวนคืนและสังคม ดังนั้น โจทก์จึงสมควรได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นอีกตารางวาละ 50,000 บาท ที่ดินถูกเวนคืนเนื้อที่ 5 ตารางวา เป็นเงิน 250,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ไม่เพิ่มเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาคณะคดีปกครองไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น แต่ปรากฏตามเอกสารแนบท้ายฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์แล้วเพิ่มเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์จากราคาตารางวาละ 70,000 บาท เป็นราคาตารางวาละ 100,000 บาท และแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยแล้ว

ดังนั้น โจทก์จึงต้องได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มจากที่จำเลยที่ 2 วินิจฉัยอีกตารางวาละ 20,000 บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทนเพิ่ม 100,000 บาท มีปัญหาวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องร้องขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนเนื้อที่ 11 ตารางวา ได้หรือไม่ หากฟ้องได้จำเลยที่ 1 และที่ 3 จะต้องซื้อในราคาใดนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าที่ดินของโจทก์เหลือจากการเวนคืนเพียง 11 ตารางวา ย่อมเป็นจำนวนที่น้อยกว่า 25 ตารางวา จึงอยู่ในเกณฑ์ที่โจทก์จะร้องขอให้เจ้าหน้าที่เวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินส่วนที่เหลือได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง แต่ปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 4 ขอให้ซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนเนื้อที่ 11 ตารางวา

อันเป็นระยะเวลาภายหลังจากที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่อำเภอบางบัวทอง อำเภอเมืองนนทบุรี อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี และเขตตลิ่งชัน เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2537 เลยกำหนดเวลาใช้บังคับแล้วเนื่องจากตามมาตรา 3 บัญญัติให้พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับได้มีกำหนด 4 ปี โดยตามมาตรา 2 บัญญัติว่า พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2537 จึงใช้บังคับได้ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2537 ไปจนถึงวันที่ 1 เมษายน 2541 ปัญหาจึงมีว่าโจทก์จะร้องขอให้ซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนได้หรือไม่

เมื่อพระราชกฤษฎีกาเป็นการออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคสาม และมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ดังนั้น หลักเกณฑ์การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 เป็นสำคัญ ซึ่งตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวไม่ได้บัญญัติชัดเจนว่าเจ้าของอสังหาริมทรัพย์จะต้องร้องขอให้เจ้าหน้าที่เวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินส่วนที่เหลือในระยะเวลาใด เมื่อปรากฏว่าเจ้าหน้าที่เวนคืนมีหนังสือถึงโจทก์ให้ไปรับเงินค่าทดแทน โจทก์จึงมีสิทธิยื่นอุทธรณ์เงินค่าทดแทนได้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง และขณะที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์และมีหนังสือขอให้ซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนดังกล่าวเป็นระยะเวลาที่เลยกำหนดพระราชกฤษฎีกาเวนคืนใช้บังคับแล้วก็ตาม

ไม่ทำให้อุทธรณ์และหนังสือแจ้งร้องขอให้ซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนสิ้นสิทธิอุทธรณ์และสิ้นสิทธิร้องขอให้ซื้อที่ดินไปด้วย เพราะมิฉะนั้นก็อาจเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่เวนคืนมีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกเวนคืนไปรับเงินค่าทดแทนใกล้กับวันครบกำหนดใช้บังคับตามพระราชกฤษฎีกาเวนคืน อันจะทำให้ความในมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวไม่มีผลบังคับไปในตัว ซึ่งไม่ชอบด้วยเหตุผลความถูกต้องและความยุติธรรม โดยจะเห็นได้จากเมื่อพระราชกฤษฎีกาครบกำหนดใช้บังคับแล้วยังมีการดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว เช่น จำเลยที่ 3 มีหนังสือแจ้งโจทก์เรื่องแจ้งการวางทรัพย์และแจ้งเข้าครอบครองอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืน

โจทก์ยื่นเรื่องขออุทธรณ์การกำหนดค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืน อธิบดีกรมทางหลวงชนบทมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้มีคำวินิจฉัยให้เพิ่มค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เพิ่ม ตามเอกสารท้ายฎีกาโจทก์เป็นต้น นอกจากนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าหลังจากโจทก์ยื่นเรื่องขอให้จำเลยที่ 3 จัดซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนแล้ว ฝ่ายสำรวจและประมาณราคา กองจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งเป็นส่วนราชการของจำเลยที่ 3 ได้ทำบันทึกข้อความเรื่อง ขอให้ซื้อที่ดินของโจทก์ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนถึงผู้อำนวยการกองจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน เพื่อพิจารณาให้ฝ่ายจัดหาที่ดินดำเนินการขออนุมัติให้เจ้าหน้าที่เวนคืนจัดซื้อได้ และให้ใช้ราคาตามที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น

กำหนดตามบันทึกข้อความ ซึ่งล้วนแต่เป็นการดำเนินการภายหลังจากพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเลยกำหนดเวลาใช้บังคับแล้วเช่นกัน อันเป็นการแสดงให้เห็นได้ว่าแม้พระราชกฤษฎีกาครบกำหนดใช้บังคับแล้ว ก็ยังมีเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งมีอำนาจในการเวนคืนหรือควบคุมการเวนคืนตามกฎหมายมาทำหน้าที่ตกลงซื้อขายและกำหนดจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนให้แก่โจทก์ได้ หาใช่ไม่มีเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งมีอำนาจในการเวนคืนตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแต่อย่างใด ประกอบกับโจทก์ฟ้องขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนด้วย ไม่ได้ฟ้องเฉพาะเจ้าหน้าที่ ทั้งการเวนคืนทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐได้ไปซึ่งที่ดินของโจทก์ผู้ถูกเวนคืนแล้วทำให้ที่ดินส่วนที่เหลือของโจทก์ผู้ถูกเวนคืนได้รับผลกระทบจนไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินส่วนที่เหลือได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าพระราชกฤษฎีกาครบกำหนดใช้บังคับแล้ว

กรณีจึงไม่มีเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งมีอำนาจในการเวนคืนหรือควบคุมการเวนคืนตามกฎหมายทำหน้าที่ตกลงซื้อขายและกำหนดจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนให้แก่โจทก์ ที่จำเลยที่ 4 เพิกเฉยไม่ซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนและมิได้มีคำวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสี่โต้แย้งสิทธิโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาคณะคดีปกครองไม่เห็นพ้องด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องร้องขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนเนื้อที่ 11 ตารางวา ได้ ส่วนโจทก์มีสิทธิร้องขอให้ซื้อที่ดินดังกล่าวได้ในราคาใดนั้น เมื่อศาลฎีกาคณะคดีปกครองได้วินิจฉัยกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ในราคาตารางวาละ 120,000 บาท โจทก์จึงชอบที่ร้องขอให้ซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนได้ในราคาตารางวาละ 120,000 บาท เช่นเดียวกัน ที่ดินเนื้อที่ 11 ตารางวา เป็นเงินค่าที่ดินจำนวน 1,320,000 บาท ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ กระทรวงคมนาคม ที่ 1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ 2 กรมทางหลวงชนบท ที่ 3 และอธิบดีกรมโยธาธิการ ที่ 4 ยื่นคำร้องว่า เนื่องจากได้มีพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 มาตรา 54 ให้โอนบรรดากิจการ อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน งบประมาณ หนี้ สิทธิ ภาระผูกพัน ข้าราชการ ลูกจ้าง และอัตรากำลังของกระทรวงมหาดไทยจำเลยที่ 1 เฉพาะที่เกี่ยวกับกรมโยธาธิการจำเลยที่ 3 มาเป็นของกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม และมาตรา 161 บรรดาอำนาจหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศหรือคำสั่งใดของส่วนราชการหรือของส่วนหนึ่งส่วนใดของส่วนราชการที่โอนมาหรือของรัฐมนตรีเจ้าสังกัดและผู้ดำรงตำแหน่งหรือผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของส่วนราชการที่โอนมาดังกล่าว ให้โอนมาเป็นอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการที่รับโอนหรือของรัฐมนตรีเจ้าสังกัด และผู้ดำรงตำแหน่งหรือผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการที่รับโอนดังกล่าวแล้วแต่กรณี เป็นเหตุให้บรรดากิจการ

ทรัพย์สิน งบประมาณ หนี้ สิทธิ ภาระผูกพัน ข้าราชการ ลูกจ้าง และอัตรากำลังของกระทรวงมหาดไทยจำเลยที่ 1 เฉพาะที่เกี่ยวกับกรมโยธาธิการจำเลยที่ 3 โอนไปเป็นของกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม ขอให้ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ผู้ร้องทั้งสี่เข้าสวมสิทธิเป็นจำเลยทั้งสี่แทนจำเลยทั้งสี่เดิมด้วย ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้สั่งคำร้องของผู้ร้องทั้งสี่ดังกล่าว แต่เมื่อสำนวนขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาโดยผู้ร้องทั้งสี่ได้นำพยานเข้าสืบตามคำร้องจนสิ้นกระแสความแล้ว เพื่อมิให้คดีล่าช้าศาลฎีกาคณะคดีปกครองเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสี่ โดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเสียก่อน ซึ่งในปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาคณะคดีปกครองพิเคราะห์พยานหลักฐานของผู้ร้องทั้งสี่แล้ว

เห็นว่า เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาให้โอนกรมโยธาธิการจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการของกระทรวงมหาดไทยจำเลยที่ 1 ตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสี่ เพื่อให้กระบวนพิจารณาเป็นไปโดยชอบด้วยพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว จึงอนุญาตให้ผู้ร้องทั้งสี่เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยทั้งสี่เดิมในคดีนี้ตามลำดับ

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เว้นแต่เงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มให้จ่ายเพียง 100,000 บาท และค่ารื้อถอนอาคารให้จ่ายเพิ่มจำนวน 20,400 บาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี · ศุภชัย สมเจริญ · นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายวันชัย ธำรงพิริยะพันธ์
ศาลอุทธรณ์ - นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรลบ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ปค.15/2553
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
ปค127/2542
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
ปค19/2547
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้