Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1446/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ผู้ต้องหาถูกธนาคารแห่งประเทศไทยร้องทุกข์กล่าวโทษว่าร่วมกับพวกยักยอกทรัพย์ของธนาคาร ก. เฉพาะที่ผู้ต้องหาถูกฟ้องเป็นจำเลยอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล จำนวน 2 คดี มูลค่าความเสียหายประมาณ 2,000 ล้านบาทและมีการขยายผลเพื่อดำเนินคดีแก่ผู้ต้องหาอีกหลายคดี รวมความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเงินหลายหมื่นล้านบาท เป็นเหตุให้ธนาคาร ก. ต้องปิดกิจการลงในที่สุดกรณีดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความล่มสลายของสถาบันการเงินอื่นและระบบเศรษฐกิจของประเทศ หลังเกิดเหตุแล้วธนาคารแห่งประเทศไทยได้ติดตามอายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาเพื่อนำมาชดเชยความเสียหาย ปรากฏว่าทรัพย์สินของผู้ต้องหาที่ติดตามอายัดได้เป็นจำนวนเล็กน้อย ไม่อาจทดแทนความเสียหายที่ผู้ต้องหากับพวกก่อให้เกิดขึ้นได้ผู้ต้องหาเป็นน้องภริยาของ ร. ผู้ต้องหาคนสำคัญในคดีทุจริตยักยอกทรัพย์ของธนาคาร ก. และ ร. ได้หลบหนีคดีไปอยู่ที่ประเทศ แคนาดา การอนุญาตให้ผู้ต้องหาออกนอกราชอาณาจักรอาจเป็นช่องทางให้ผู้ต้องหาหลบหนีคดีเช่นเดียวกับ ร. ญาติของผู้ต้องหาได้ผู้ต้องหาอ้างเหตุในคำร้องที่ขออนุญาตออกนอกราชอาณาจักรเพื่อไปเป็นพยานให้ ร. ต่อศาลสูงแห่งมลรัฐ บริติชโคลัมเบีย ประเทศ แคนาดา ในคดีที่ ร. ถูกฟ้องในข้อหาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งทางการไทยได้ขอตัว ร. มาดำเนินคดีในประเทศไทย ตามพฤติการณ์ดังกล่าวไม่มีเหตุอันสมควรที่จะอนุญาตให้ผู้ต้องหาออกนอกราชอาณาจักรตามคำร้องของผู้ต้องหาได้ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่าร่วมกับพวกยักยอกทรัพย์ของธนาคาร ก. การห้ามมิให้ผู้ต้องหาออกนอกราชอาณาจักร เป็นขั้นตอนและวิธีการที่จะได้ตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายบัญญัติ การดำเนินการดังกล่าวจึงไม่เป็นการริดรอนสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหา และคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นการสั่งโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505มาตรา 46 ทศ วรรคสี่ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 27 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 46

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามนายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ นายเอกชัย อธิคมนันทะ นางพจณีย์ ชลลัมพีนางสาวสุนันทา หาญวรเกียรติ และนายพิเศษ พานิชสมบัติ ผู้ต้องหาออกนอกราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 46 ทศ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งห้ามบุคคลดังกล่าวออกนอกราชอาณาจักรจนกว่าคดีถึงที่สุด ต่อมานางสาวสุนันทา หาญวรเกียรติ ผู้ต้องหาที่ 5 ยื่นคำร้องขออนุญาตเดินทางออกนอกราชอาณาจักร และธนาคารแห่งประเทศไทยยื่นคำคัดค้านศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้องผู้ต้องหาที่ 5 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนผู้ต้องหาที่ 5 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาชั้นฎีกาว่า มีเหตุสมควรอนุญาตให้ผู้ต้องหาที่ 5ออกนอกราชอาณาจักรหรือไม่

เห็นว่า ผู้ต้องหาที่ 5 ถูกธนาคารแห่งประเทศไทยร้องทุกข์กล่าวโทษว่าร่วมกับพวกยักยอกทรัพย์ของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) เฉพาะที่ผู้ต้องหาที่ 5 ถูกฟ้องเป็นจำเลยอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอาญากรุงเทพใต้ จำนวน 2 คดี มูลค่าความเสียหายประมาณ 2,000 ล้านบาท และมีการขยายผลเพื่อดำเนินคดีแก่ผู้ต้องหาที่ 5 อีกหลายคดีรวมความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเงินหลายหมื่นล้านบาท เป็นเหตุให้ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน)ต้องปิดกิจการลงในที่สุด กรณีดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความล่มสลายของสถาบันการเงินอื่นและระบบเศรษฐกิจของประเทศ หลังเกิดเหตุแล้วธนาคารแห่งประเทศไทยได้ติดตามอายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาที่ 5 เพื่อนำมาชดเชยความเสียหาย

ปรากฎว่าทรัพย์สินของผู้ต้องหาที่ 5 ที่ติดตามอายัดได้มีเพียงเงินฝากในสถาบันการเงินจำนวน 2,599,052.40 บาท หุ้นในบริษัทต่าง ๆ จำนวน 9,584,675 หุ้น ที่ดินโฉนดเลขที่ 18159 อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ เมื่อเทียบกับความเสียหายแล้ว ทรัพย์สินดังกล่าวถือว่าเป็นจำนวนเล็กน้อยไม่อาจทดแทนความเสียหายที่ผู้ต้องหาที่ 5 กับพวกก่อให้เกิดขึ้นได้ผู้ต้องหาที่ 5 เป็นน้องภริยาของนายราเกซ สักเสนา ผู้ต้องหาคนสำคัญในคดีทุจริตยักยอกทรัพย์ของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) นายราเกซ ได้หลบหนีคดีไปอยู่ที่ประเทศแคนาดา การอนุญาตให้ผู้ต้องหาที่ 5 ออกนอกราชอาณาจักรอาจเป็นช่องทางให้ผู้ต้องหาที่ 5 หลบหนีคดีเช่นเดียวกับนายราเกซญาติของผู้ต้องหาที่ 5 ได้

ผู้ต้องหาที่ 5 อ้างเหตุในคำร้องที่ขออนุญาตออกนอกราชอาณาจักรก็เพื่อไปเป็นพยานให้นายราเกซต่อศาลสูงแห่งมลรัฐบริติช โคลัมเบียประเทศแคนาดา ในคดีที่นายราเกซถูกฟ้องในข้อหาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งทางการไทยได้ขอตัวนายราเกซมาดำเนินคดีในประเทศไทย ตามพฤติการณ์ดังกล่าวไม่มีเหตุอันสมควรที่จะอนุญาตให้ผู้ต้องหาที่ 5 ออกนอกราชอาณาจักรตามคำร้องของผู้ต้องหาที่ 5 ได้ ที่ผู้ต้องหาที่ 5 อ้างว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ห้ามมิให้ผู้ต้องหาที่ 5 ออกนอกราชอาณาจักร ทำให้ผู้ต้องหาที่ 5 ถูกริดรอนสิทธิเสรีภาพตามกฎหมายรัฐธรรมนูญจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ผู้ต้องหาที่ 5 ถูกกล่าวหาว่าร่วมกับพวกยักยอกทรัพย์ของธนาคารกรุงเทพฯ

พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) การห้ามมิให้ผู้ต้องหาที่ 5 ออกนอกราชอาณาจักร เป็นขั้นตอนและวิธีการที่จะได้ตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามที่กฎหมายบัญญัติ การดำเนินการดังกล่าว จึงไม่เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาที่ 5 และคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นการสั่งโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 46 ทศ วรรคสี่ คำสั่งของศาลชั้นต้น จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิรัช ลิ้มวิชัย · ระพินทร บรรจงศิลป · สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10660/2553

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 6 บัญญัติว่า "รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้" แล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8377/2553

คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่ส่งคำร้องของจำเลยที่ 2 ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย เป็นคำสั่งก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดี แม้เป็นคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราช…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 635/2551

การขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองโดยเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ดี การพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดข้อโต้แย้งของคู่ความโดยคำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ดีเป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานบังคับคดีและศาลดำเนินกา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6374/2550

หลังจากศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขยายระยะเวลาอุทธรณ์ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่จำเลยก็มิได้อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาที่ขยาย คำพิพา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6028/2550

จำเลยที่ 1 ยกข้อต่อสู้เรื่องคดีโจทก์ขาดอายุความเป็นประเด็นไว้ในคำให้การ แม้จำเลยที่ 3 ให้การไม่ชัดแจ้งทำให้คำให้การของจำเลยที่ 3 ไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ และจำเลยที่ 3 มิได้ให้การต่อสู้ว่า พ.ร.ก.การ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้