Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1445/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลแรงงานฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อโจทก์เดินทางมาถึงประเทศไทย และวันที่ 28 สิงหาคม 2538 โจทก์จำเลยทำสัญญาจ้างแรงงานขึ้นอีกฉบับหนึ่งและโจทก์เริ่มต้นทำงานกับจำเลยในวันนั้น โจทก์จึงเป็นลูกจ้างของจำเลยตั้งแต่วันดังกล่าว และเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2539ด.ผู้จัดการทั่วไปของจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยต้องการจะเลิกจ้างโจทก์จึงให้โจทก์เลือกว่าจะลาออกหรือให้จำเลยเลิกจ้าง หลังจากเจรจากันแล้วโจทก์ได้ยื่นใบลาออกเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2539 จึงเป็น การที่โจทก์ลาออกโดยสมัครใจที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คำเสนอ สนองระหว่างโจทก์จำเลยเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่เวลาที่โจทก์ เดินทางมาประเทศไทยเพื่อเข้ารับการสัมภาษณ์จาก ด. สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์จำเลยจึงเกิดขึ้นตั้งแต่ วันที่ 30 มิถุนายน 2538 โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่ วันดังกล่าวและเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2539 ก่อนที่จำเลยจะเรียกโจทก์ไปพบ จำเลยมีเจตนาจะเลิกจ้างโจทก์และ จัดทำหนังสือเลิกจ้างไว้แล้ว เมื่อโจทก์จำเลยเจรจากันแล้ว จำเลยจึงยื่นหนังสือดังกล่าวให้โจทก์ แสดงให้เห็นเจตนาอัน แท้จริงของจำเลยว่าเป็นการเลิกจ้างโจทก์นั้นอุทธรณ์ ของโจทก์ทั้งสองข้อล้วนเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการ รับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2538จำเลยตกลงจ้างโจทก์ทำงานกับจำเลย และจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ทำงานกับจำเลยเป็นเวลาเกินกว่า 120 วัน ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน เป็นเงิน 4,500 ดอลลาร์สหรัฐค่าจ้างเต็มจำนวนเป็นระยะเวลา 6 เดือน ตามสัญญาเป็นเงิน27,000 ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์มีวันลาหยุดพักผ่อนประจำปี 3 สัปดาห์ขอคิดค่าเสียหายเป็นเงิน 3,375 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเท่ากับค่าจ้าง 12 เดือนเป็นเงิน 54,000 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเดินทางและค่าขนส่งทรัพย์สินของโจทก์กลับไปยังภูมิลำเนาของโจทก์เมื่อการจ้างสิ้นสุดลงเป็นเงิน 2,531.20 ดอลลาร์สหรัฐ และภาษีมูลค่าเพิ่มอีกร้อยละสิบ

คิดเป็นเงินค่าเสียหาย 2,784.32 ดอลลาร์สหรัฐรวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 91,659.32 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะจ่ายเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การและฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่าจำเลยไม่ได้จ้างโจทก์ทำงานกับจำเลยเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2538(ที่ถูก กรกฎาคม) โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาจ้างแรงงานเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2538 จำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ยื่นใบลาออกต่อจำเลยและการยื่นหนังสือลาออกดังกล่าวเป็นความประสงค์ของโจทก์เอง เมื่อโจทก์ลาออกด้วยความสมัครใจ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลง จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยค่าเสียหายอื่น ๆ ตามฟ้องให้โจทก์ และจำเลยไม่ต้องรับผิดเงินค่าขนส่งทรัพย์สินของโจทก์กลับภูมิลำเนา

โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายเนื่องจากไม่ได้รับการลาหยุดพักผ่อนประจำปี3 สัปดาห์ เพราะโจทก์ได้สละสิทธิการหยุดพักผ่อนประจำปีโดยแจ้งจำเลยเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว นอกจากนี้ตามข้อตกลงในสัญญาจ้างในกรณีที่พนักงานลาออกไม่บอกกล่าวล่วงหน้า 3 เดือนจำเลยมีสิทธิเรียกค่าเสียหายเท่ากับอัตราเงินเดือนของพนักงาน3 เดือน พร้อมค่าใช้จ่ายที่จำเลยได้รับความเสียหาย โจทก์ลาออกโดยบอกกล่าวล่วงหน้าไม่ครบ 3 เดือน โจทก์จึงต้องชำระค่าเสียหายให้จำเลยเป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าไม่ครบสามเดือนเท่ากับค่าจ้างที่จำเลยจ้างโจทก์สามเดือน รวมเป็นเงิน344,250 บาท โจทก์ต้องชำระค่าใช้จ่ายที่จำเลยต้องเสียไปในการจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ลาออกก่อนครบกำหนด 1 ปีนับแต่วันที่เริ่มทำงานตามสัญญาจ้างและข้อตกลงการทำงานคิดเป็นเงินทั้งสิ้นเท่ากับค่าจ้างที่จำเลยจ่ายให้โจทก์จำนวน 12 เดือนเป็นเงิน 1,377,000 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์ต้องรับผิดชำระให้จำเลยทั้งสิ้น 1,721,250 บาท ขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 1,721,250 บาท ตามฟ้องแย้งให้แก่โจทก์ (ที่ถูกจำเลย)

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามสัญญาจ้างเพราะโจทก์ไม่ได้ลาออก แต่ได้ถูกจำเลยเลิกจ้างทั้งโจทก์สิ้นสุดสภาพการเป็นพนักงานเมื่อพ้นกำหนด 1 ปีแล้วเพราะโจทก์ตกลงทำสัญญาจ้างกับจำเลยเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2538และโจทก์ถูกเลิกจ้างโดยมีผลให้สิ้นสุดสภาพพนักงานเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2539 ขอให้ยกฟ้องแย้งศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ก่อนโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยโจทก์อยู่ที่ประเทศแคนาดา นายแดเนียล แม็คคาฟเฟอร์ตี้ผู้จัดการทั่วไปของจำเลยติดต่อโจทก์ให้ทำงานกับจำเลย วันที่ 30 มิถุนายน 2538 โจทก์เดินทางถึงประเทศไทยและนายแดเนียลได้สัมภาษณ์โจทก์ ในวันรุ่งขึ้นนายแดเนียลเสนอรับโจทก์เข้าทำงานกับจำเลย

ต่อมาวันที่ 17 กรกฎาคม 2538นายแดเนียลมีหนังสือถึงโจทก์เสนอจ้างโจทก์มาทำงานกับจำเลยในประเทศไทย ทำหน้าที่ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาดค่าจ้างเดือนละ 4,500 ดอลลาร์สหรัฐ มีกำหนด 2 ปี โดยโจทก์ต้องเริ่มทำงานวันที่ 28 สิงหาคม 2538 โจทก์ตกลงและวันที่19 กรกฎาคม 2538 โจทก์ลงลายมือชื่อรับข้อเสนอดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.1 แต่พยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าโจทก์ส่งหรือแสดงเจตนาสนองรับไปยังจำเลยโดยวิธีใดและโจทก์ส่งเอกสารหมาย จ.1 ให้จำเลยตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2538 จริงหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าสัญญาจ้างมีผลตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2538 ต่อมาวันที่ 25 สิงหาคม 2538โจทก์เดินทางถึงประเทศไทย และวันที่ 28 สิงหาคม 2538โจทก์ทำงานกับจำเลยเป็นวันแรกและโจทก์จำเลยทำสัญญาจ้างตามเอกสารหมาย

จ.2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสัญญาจ้างเกิดขึ้นตั้งแต่วันดังกล่าว โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2538 ต่อมาวันที่ 18 พฤษภาคม 2539 นายแดเนียลกับโจทก์เจรจากันว่าจำเลยต้องการเลิกจ้างโจทก์จึงให้โจทก์เลือกว่าจะลาออกหรือให้จำเลยเลิกจ้าง หลังจากเจรจากันแล้วโจทก์ตกลงลาออก วันนั้นนายแดเนียลมอบหนังสือส่วนบุคคลลับเฉพาะฉบับลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2539 เอกสารหมาย จ.3 ให้โจทก์ครั้นวันที่ 25 พฤษภาคม 2539 โจทก์ทำหนังสือลาออกและหนังสือสละสิทธิการหยุดพักผ่อนประจำปี เอกสารหมาย จ.4 และ ล.8มอบให้จำเลย ต่อมาโจทก์ทำหนังสือแจ้งลูกค้าของจำเลยว่าโจทก์ลาออกจากงานตามเอกสารหมาย ล.2 คดีฟังได้ว่าโจทก์ลาออกโดยสมัครใจเนื่องจากการตกลงของโจทก์จำเลยมิใช่เป็นการเลิกจ้างสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมระงับไปโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินต่าง

ๆ ตามฟ้องและจำเลยไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามฟ้องแย้ง พิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้งโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ประการแรกว่าเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2538 นายแดเนียล แม็คคาฟเฟอร์ตี้ติดต่อโจทก์ให้ทำงานกับจำเลยต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2538 โจทก์เดินทางจากประเทศแคนาดามาประเทศไทยไปพบนายแดเนียลและโจทก์ได้รับการสัมภาษณ์ วันรุ่งขึ้นนายแดเนียลเสนอรับโจทก์เข้าทำงานกับจำเลย เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2538 นายแดเนียลมีหนังสือถึงโจทก์เสนอจ้างโจทก์ให้ทำงานกับจำเลยในประเทศไทยเอกสารหมาย จ.1 คำเสนอสนองระหว่างโจทก์จำเลยเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่เวลาที่โจทก์เดินทางมาประเทศไทยเพื่อเข้ารับการสัมภาษณ์จากนายแดเนียล

ดังนั้นสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์จำเลยเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2538 โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันดังกล่าวนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า หลังจากนายแดเนียลได้สัมภาษณ์โจทก์วันที่ 30 มิถุนายน 2538 แล้วต่อมาวันที่ 17 กรกฎาคม 2538 นายแดเนียลมีหนังสือถึงโจทก์เสนอจ้างโจทก์มาทำงานกับจำเลยในประเทศไทยเอกสารหมาย จ.1 โจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.1แต่ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ส่งหรือแสดงเจตนาสนองรับไปยังจำเลยโดยวิธีใดและโจทก์ส่งเอกสารหมาย จ.1 ให้จำเลยหรือไม่คดีฟังไม่ได้ว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์จำเลยมีผลตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2538 ต่อมาวันที่ 25 สิงหาคม 2538 โจทก์เดินทางมาถึงประเทศไทยและวันที่ 28 สิงหาคม 2538 โจทก์จำเลยทำสัญญาจ้างแรงงานตามเอกสารหมาย

จ.2 และวันนั้นโจทก์ทำงานกับจำเลยเป็นวันแรก ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่28 สิงหาคม 2538 เช่นนี้ อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมาย จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยที่โจทก์อุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2539ก่อนที่จำเลยจะเรียกโจทก์ไปพบ จำเลยมีเจตนาจะเลิกจ้างโจทก์และจัดทำหนังสือเอกสารหมาย จ.3 ไว้แล้ว เมื่อโจทก์จำเลยเจรจากันแล้วจำเลยจึงยื่นหนังสือดังกล่าวให้โจทก์ แสดงให้เห็นเจตนาอันแท้จริงของจำเลยว่าเป็นการเลิกจ้างโจทก์นั้น

เห็นว่าศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2539นายแดเนียลกับโจทก์เจรจากันนายแดเนียลแจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยต้องการเลิกจ้างโจทก์จึงให้โจทก์เลือกว่าจะลาออกหรือให้จำเลยเลิกจ้าง หลังจากเจรจากันแล้วโจทก์ตกลงลาออกต่อมาวันที่ 25 พฤษภาคม 2539 โจทก์ทำหนังสือลาออกมอบให้จำเลยคดีฟังว่าโจทก์ลาออกโดยสมัครใจ อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นเดียวกัน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิรัตน์ ลัทธิวงศกร · เสมอ อินทรศักดิ์ · ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้