Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1436/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์เป็นกรมในรัฐบาล อธิบดีซึ่งเป็นผู้แทนของกรมโจทก์มอบอำนาจให้ผู้หนึ่งผู้ใดฟ้องคดีแทน ดังนี้อากรสำหรับการมอบอำนาจซึ่งกรมโจทก์เป็นฝ่ายที่ต้องเสียจึงเป็นอันไม่ต้องเสียตามประมวลรัษฎากร มาตรา 121 โจทก์มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 3 ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 4 ให้มีหน้าที่และรับผิดชอบโดยตรงในด้านการเงินและทะเบียนยานพาหนะ แต่จำเลยที่ 3 ไม่เคยตรวจตราอย่างใกล้ชิดในการเก็บรักษาเงิน และไม่ดูแลในการนำเงินส่งคลังให้เป็นไปตามระเบียบเป็นการประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฉวยโอกาสยักยอกเงินของทางราชการไป จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 4 มีตำแหน่งเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธร ย่อมต้องมีหน้าที่รับผิดชอบงานในหน่วยราชการที่ตนมีหน้าที่ควบคุมอยู่ แม้จะมอบหมายหน้าที่การเงินให้จำเลยที่ 3 ดูแลแทน จำเลยที่ ก็ยังต้องมีหน้าที่ดูแลมิให้เกิดการเสียหาย เมื่อจำเลยที่ 4 ปล่อยละเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบในการรักษาเงินโดยไม่เก็บรักษากุญแจไว้กับตนกลับมอบให้จำเลยที่ 3 ซึ่งถือกุญแจอยู่อีก 1 ดอกเ เป็นการเปิดช่องให้มีการยักยอกเงินสะดวกขึ้น เมื่อมอบหมายให้จำเลยที่ 3 ปฏิบัติหน้าที่แทนตนก็มิได้ตรวจตราควบคุมดูแลการนำเงินเข้าและออกจากที่เก็บตลอดจนมิได้ตรวจสอบทะเบียบเงินยืมและเร่งรัดให้มีการส่งใบสำคัญหักล้างเงินยืมตามระเบียบจนเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันปลอมใบยืมและเบิกเงินไปโดยผิดระเบียบถึง 29 ครั้ง ถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่อ เมื่อเกิดความเสียหายอันเป็นผลของความประมาทเลินเล่อดังกล่าวจำเลยที่ 4 จึงต้องรับผิด

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 420 ป.วิ.พ. มาตรา 60 ป.รัษฎากร มาตรา 121 พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.รัษฎากร (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2508 มาตรา 27

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญารับรองการยืมเงินปลอมเพื่อยืมเงินทดรองไปราชการในนามจำเลยที่ ๑ จำนวน ๑๒ ฉบับ ในนามของบุคคลอื่น ๑๗ ฉบับ โดยกรอกข้อความอันเป็นเท็จในสัญญารับรองการยืมเงินและปลอมลายมือชื่อจำเลยที่ ๔ ในช่องผู้อนุมัติ และนำสัญญาดังกล่าวแสดงต่อจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นสมุห์บัญชี กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา แล้วจำเลยทั้งสองร่วมกันเบียดบังยักยอกเงินค่าภาษีรถยนต์ ค่าธรรมเนียมล้อเลื่อนซึ่งโจทก์จัดเก็บมาตามกฎหมายไปโดยฝ่าฝืนระเบียบการรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลังของส่วนราชการ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ใช้เงินบางส่วนคืนโจทก์ คงเหลือเงินที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดใช้คืนโจทก์เป็นเงิน ๓๒๗,๐๔๐ บาท จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นรองผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา

ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ ๔ ให้รับผิดชอบงานด้านการเงินและทะเบียนยานพาหนะ ประมาทเลินเล่อไม่ควบคุมตรวจสอบการปฏิบัติงานของจำเลยที่ ๒ ให้เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ เป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ร่วมกันยักยอกเงินของโจทก์ส่วนจำเลยที่ ๔ เป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ประมาทเลินเล่อไม่ควบคุมให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ปฏิบัติงานด้วยความสุจริตและควบคุมด้านการเงินให้เป็นไปตามระเบียบของทางราชการเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ยักยอกเอาเงินของโจทก์ไป ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้เงินคืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๓ ที่ ๔ ให้การว่าหนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม การที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ร่วมกันปลอมแปลงเอกสารและลายมือชื่อจำเลยที่ ๔ ไม่อาจตรวจสอบได้ง่ายฟ้องโจทก์ขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้เงินคืนแก่โจทก์เป็นเงิน ๓๒๗,๐๔๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ ๓ ที่ ๔ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๓ ที่ ๔ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับฎีกาข้อแรกของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เรื่องอำนาจฟ้อง ซึ่งจำเลยอ้างว่าใบมอบอำนาจไม่ปิดอากรแสตมป์ จึงไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายนั้น

พิเคราะห์แล้วเห็นว่าตามประมวลรัษฎากรมาตรา ๑๒๑ ตามที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๙) พ.ศ. ๒๕๐๘ มาตรา ๒๗ บัญญัติว่า "ถ้าฝ่ายที่ต้องเสียอากรเป็นรัฐบาล เจ้าพนักงานผู้กระทำงานของรัฐบาลโดยหน้าที่ บุคคลผู้กระทำการในนามของรัฐบาล ??ฯลฯ?.. อากรเป็นอันไม่ต้องเสีย??" ดังนั้นเมื่อโจทก์คดีนี้เป็นกรมในรัฐบาลอธิบดีซึ่งเป็นผู้แทนของกรมโจทก์มอบอำนาจให้ผู้หนึ่งผู้ใดฟ้องคดีแทน อากรสำหรับการมอบอำนาจซึ่งกรมโจทก์เป็นฝ่ายที่ต้องเสีย จึงเป็นอันไม่ต้องเสียโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ข้อต่อมาที่ว่า จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า จำเลยที่ ๓ ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ ๔ ให้มีหน้าที่และรับผิดชอบโดยตรงในด้านการเงินและทะเบียนยานพาหนะ

นอกจากจำเลยที่ ๓ จะไม่ปฏิบัติตามระเบียบในการเก็บรักษาเงิน กล่าวคือ ไม่เคยตรวจตราอย่างใกล้ชิดในการเก็บรักษาเงินแล้วยังไม่เอาใจใส่ดูแลในการนำเงินส่งคลังให้เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงการคลังดังกล่าวด้วย นับว่าเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างมาก เป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ฉวยโอกาสที่จำเลยที่ ๓ ละเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าวยักยอกเงินของทางราชการไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวได้ จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๔ โดยตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ย่อมต้องมีหน้าที่รับผิดชอบงานในหน่วยราชการที่ตนมีหน้าที่ควบคุมอยุ่ แม้จะได้มอบหมายหน้าที่การเงินให้จำเลยที่ ๓ ไปดูแลแทน จำเลยที่ ๔ ก็ยังต้องมีหน้าที่ดูแลมิให้เกิดความเสียหาย

ได้ความตามคำเบิกความของพันตำรวจตรีบัวศรี จิตรปลื้ม และนายดาบตำรวจสมพงษ์ เดชพร เจ้าหน้าที่การเงินของกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมาว่า จำเลยที่ ๔ เป็นกรรมการรักษาเงินด้วยแต่เมื่อจำเลยที่ ๔ มอบหมายหน้าที่การเงินให้จำเลยที่ ๓ แล้ว จำเลยที่ ๔ ก็ไม่ได้มาตรวจตราเรื่องการเงิน ลูกกุญแจที่เก็บรักษาเงินโดยหน้าที่จำเลยที่ ๔ ในฐานะกรรมการรักษาเงินต้องถือไว้ ๑ ดอก ตามที่กระทรวงการคลังวางระเบียบไว้เพื่อให้กรรมการแต่ละคนควบคุมซึ่งกันและกันอยู่ในตัว การจะนำเงินเข้าออกจากที่เก็บต้องมีพยานร่วมรู้เห็น เพื่อความปลอดภัยเกี่ยวกับเงินของรัฐแต่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๔ หาได้ตระหนักถึงข้อนี้ไม่ กลับมอบกุญแจให้จำเลยที่ ๓ ซึ่งมีหน้าที่ถือกุญแจอยู่ ๑ ดอกแล้ว ให้ถือกุญแจของจำเลยที่ ๔ เพิ่มขึ้นอีก ๑ ดอกด้วย เป็นการเปิดช่องทางให้มีการยักยอกเงินได้สะดวกขึ้นอีก

เห็นว่าจำเลยที่ ๔ นอกจากจะปล่อยปละละเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบในการเก็บรักษาเงินดังกล่าวแล้ว ยังไม่ยอมเก็บรักษากุญแจในฐานะเป็นกรรมการรักษาเงินไว้กับตน ทั้งเมื่อได้มอบหมายให้จำเลยที่ ๓ ปฏิบัติหน้าที่แทนตนแล้ว ก็มิได้ตรวจตราควบคุมดูแลการนำเงินเข้าและออกจากที่เก็บตลอดจนมิได้ตรวจสอบทะเบียนเงินยืมและเร่งรัดให้มีการส่งใบสำคัญหักล้างเงินยืมตามระเบีบบจนเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ร่วมกันปลอมใบยืมและเบิกเงินไปโดยผิดระเบียบเป็นจำนวนถึง ๒๙ ครั้ง ถือว่าเป็นการประมาทเลินเล่อ เมื่อเกิดการเสียหายอันเป็นผลของความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๔ ดังกล่าวจำเลยที่ ๔ จึงหาพ้นความรับผิดชอบในเงินที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ยักยอกไปไม่

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมบูรณ์ ฤกษ์สำราญ · ธิรพันธุ์ รัศมิทัต · อรรถวิทย์ วรรธนวินิจ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายชวเลิศ โสภณวัต
ศาลอุทธรณ์ - นายอากาศ บำรุงชีพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 953/2548

พระราชกฤษฎีกาโอนกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทยไปจัดตั้งเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2541 มาตรา 3 บัญญัติว่า โจทก์เป็นส่วนราชการ และมีฐานะเป็นกรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติโจทก์จึงมีฐานะเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.ระเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3637/2531

พระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2497 มาตรา 19 บัญญัติให้องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้รับยกเว้นจากการเสียภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร ดังนั้น หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีขององค์การโทรศัพท์แห่ง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4715/2530

คณะกรรมการสหกรณ์โจทก์มีมติให้ฟ้อง ส. เพียงคนเดียวและได้ลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องในวันที่มีมตินั้น แต่หนังสือมอบอำนาจมิได้ระบุให้ฟ้องผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะจึงเป็นการมอบอำนาจทั่วไป เมื่อต่อมาคณะกรรม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1017/2520

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ตั้งทนายดำเนินคดีขอให้ศาลพิพากษาแสดงว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นโจทก์ จำเลยที่ 1 กลับไปกรอกข้อความเป็นว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ฟ้อง และทำสัญญาประนีประนอมยอมคว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1249/2506

(1) องค์การสรรพาหารเป็นราชการไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ ไม่ว่าเป็นเอกสารประเภทใด (2) กรณีที่จำเลยมิใช่แต่เพียงเป็นสื่อกลางให้เขาทำสัญญากัน หากแต่จำเลยยังรับสินค้าไปจำหน่าย และชำระเงินค่าสินค้าคืนให้ตัวการโด…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้