Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1427/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อการรับ-ส่งผู้โดยสารกระทำในนามของโจทก์และโจทก์เป็นผู้รับค่าโดยสารแล้วแบ่งให้แก่พนักงานขับรถและเจ้าของรถร่วมตามอัตราร้อยละที่ตกลงกันไว้ การให้บริการของโจทก์จึงเป็นการให้บริการขนส่ง เมื่อเป็นการให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร จึงได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 81 (1) (ณ) คำฟ้องของโจทก์มิได้ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับภาษีเงินได้นิติบุคคล อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า กรณีมีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินที่ 01006410/1/104659, 01006410/2/100065 ถึง 100067, 01006410/5/101755 ถึง 101778 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/26/2547, สภ.1 (อธ.3)/27/2547, สภ.1 (อธ.3)/28/2547, สภ.1 (อธ.3)/29/2547 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2547 เพิกถอนการอายัดบัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาแจ้งวัฒนะ 14 ประเภทบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ บัญชีเลขที่ 189-1-17074-9 ประเภทบัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 189-2-03758-7 และเลขที่ 189-2-03776-4 ประเภทบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเลขที่ 189-0-00849-4 บัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาแจ้งวัฒนะ บัญชีเลขที่ 096-1-13052-0 ให้จำเลยคืนเงินภาษีจำนวน 1,151,456.72 บาท (ที่ถูกคือ 1,151,256.72 บาท) และเงินภาษีที่ได้ยึดหลังจากฟ้องคดีนี้ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ 01006410/5/101755 ถึง 101778 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2545 รวม 24 ฉบับ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/29/2547 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2547 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นตามสัญญาร่วมลงทุนระหว่างการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) กับบริษัทคาร์แม็ค จำกัด โดย ทอท. ถือหุ้น 30,000 หุ้น โจทก์ได้รับสิทธิให้ดำเนินกิจการรถยนต์บริการธุรกิจรับ - ส่งผู้โดยสาร ณ อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานกรุงเทพ สัญญาร่วมลงทุนมีกำหนดระยะเวลา 8 ปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2539 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2547 ต่อมาเมื่อปี 2543 ทอท.ในฐานะผู้ถือหุ้นของโจทก์มีหนังสือร้องเรียนถึงจำเลยขอให้ดำเนินการตรวจสอบและประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ โดย ทอท.ได้ส่งมอบหลักฐานให้จำเลย

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบของจำเลยนำแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ ภ.ง.ด. 50 และแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ ภ.ง.ด. 51 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 และปี 2542 ของโจทก์ที่ยื่นไว้มาตรวจวิเคราะห์ หลังจากนั้นได้ออกหมายเรียกตรวจสอบตามประมวลรัษฎากร โจทก์ขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบไปตรวจเอกสาร ณ ที่ทำการของโจทก์ โดยโจทก์มอบอำนาจให้นางสุริยาเป็นผู้ให้ถ้อยคำและนำส่งเอกสาร หลังการตรวจสอบเจ้าพนักงานประเมินออกหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ปี 2541 และปี 2542 หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 และปี 2542 หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 67 ตรี สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมกราคม 2541 ถึงธันวาคม 2542 รวม 24 ฉบับ

โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินทุกฉบับ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ทุกฉบับก่อนฟ้องคดีนี้ จำเลยได้สั่งอายัดบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาแจ้งวัฒนะ 14 เป็นจำนวนเงิน 1,151,256.72 บาท ตามหนังสือหักเงินในบัญชีเงินฝากตามคำสั่งอายัดและมีคำสั่งอายัดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของโจทก์ในธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาแจ้งวัฒนะ ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์กรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 และ2542 และภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 67 ตรี

สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์อ้างว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่โจทก์คงมีแต่นายณัฐศักดิ์ กรรมการของโจทก์และนายอภิชาต ที่ปรึกษากฎหมายเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำพยานที่บันทึกไว้ล่วงหน้าเพียงว่า โจทก์หักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่ายไว้ถูกต้องครบถ้วน การลงบัญชีรายได้และรายจ่ายเป็นไปโดยถูกต้องมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจรับรอง โจทก์จึงเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลถูกต้อง และโจทก์ได้แสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นโดยมีเหตุอันสมควร

โจทก์จึงไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม คำเบิกความดังกล่าวมิได้ให้รายละเอียดและพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนว่าโจทก์หักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย ไว้ถูกต้องครบถ้วนอย่างไร การลงบัญชีรายได้และรายจ่ายถูกต้องอย่างไร มีเหตุอันสมควรอย่างไรที่ทำให้แสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น เมื่อนำสืบไม่ได้ตามข้ออ้างของโจทก์ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในประเด็นเกี่ยวกับหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคคลและหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 67 ตรี จึงชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อโจทก์ไม่ชำระค่าภาษีตามการประเมินภายในกำหนดการอายัดทรัพย์สินของโจทก์จึงชอบด้วยมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อต่อไปของโจทก์มีว่า กรณีมีเหตุงดหรือลดเบี้ยปรับภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์มิได้ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับ ประเด็นปัญหาว่า กรณีมีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับหรือไม่จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ปัญหาวินิจฉัยข้อสุดท้ายตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า

การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการรถยนต์บริการธุรกิจรับ-ส่งผู้โดยสาร ณ อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศท่าอากาศยานกรุงเทพ ผู้โดยสารจะติดต่อว่าจ้างโจทก์และโจทก์ได้รับค่าโดยสารจากผู้โดยสารตามอัตราที่ ทอท. เป็นผู้กำหนด โดยรถยนต์ที่ใช้มีทั้งของโจทก์เองเช่าจากบุคคลอื่นและรถร่วม รถยนต์ที่เป็นของโจทก์นั้น พนักงานขับรถจะได้รับค่าตอบแทนร้อยละ 12 ของค่าโดยสาร ส่วนรถยนต์ที่เช่าจากบุคคลอื่นพนักงานขับรถจะได้รับค่าตอบแทนร้อยละ 80 และร้อยละ 77 ของค่าโดยสาร เนื่องจากพนักงานขับรถต้องรับผิดชอบค่าเช่า ค่าซ่อม ค่าทางด่วน ค่าน้ำมัน

ค่าแบตเตอรี่และค่ายางรถยนต์เอง สำหรับรถร่วมนั้นเป็นรถยนต์ของบุคคลอื่นที่นำมาวิ่งรับ-ส่งผู้โดยสารในนามของโจทก์ซึ่งจะได้รับค่าตอบแทนร้อยละ 75 ของค่าโดยสารโดยโจทก์จะคำนวณและจ่ายค่าตอบแทนให้ทุก 15 วัน เห็นว่า เมื่อการรับ-ส่งผู้โดยสารกระทำในนามของโจทก์และโจทก์เป็นผู้รับค่าโดยสารแล้วแบ่งให้แก่พนักงานขับรถและเจ้าของรถร่วมตามอัตราร้อยละที่ตกลงกันไว้ การให้บริการของโจทก์จึงเป็นการให้บริการขนส่ง เมื่อเป็นการให้บริการขนส่งในราชอาณาจักรจึงได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 81 (1) (ณ) การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์ · องอาจ โรจนสุพจน์ · ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้