คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้ ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้ขับไล่จำเลยและให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่เช่าของโจทก์ ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามจนล่วงเลยกำหนดตามคำบังคับแล้ว ขอให้ศาลออกหมายจับจำเลยมากักขังต่อไปศาลชั้นต้นได้หมายเรียกจำเลยมาสอบถาม จำเลยแถลงว่าสิ่งปลูกสร้างของจำเลยได้ถูกนายอโนทัย เพียรมุ่งสัมพันธ์ โจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๘๒/๒๕๑๔ ของศาลจังหวัดสุรินทร์ นำเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดไว้และอยู่ในระหว่างประกาศขายทอดตลาด นายสุรพงษ์ ธนสุนทรยื่นคำร้องขัดทรัพย์ แต่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง นายสุรพงษ์ ธนสุนทรอุทธรณ์คำสั่ง ทั้งขณะนี้มีบริวารของจำเลยเช่าอยู่ จำเลยจึงไม่อาจปฏิบัติตามคำบังคับได้ ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่พิพาทภายใน ๓๐ วัน หากพ้นกำหนดจำเลยยังไม่รื้อถอน ให้โจทก์จัดการรื้อถอนเองโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งหมด
คำพิพากษาศาลล่าง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อศาลพิพากษาให้ขับไล่จำเลย และให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่เช่าของโจทก์ซึ่งเป็นที่ดินที่ให้จำเลยเช่าคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษา คือจำเลยจะต้องออกและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินซึ่งโจทก์ให้จำเลยเช่านี้ การที่มีผู้เช่าสิ่งปลูกสร้างอยู่ จำเลยก็รับว่าผู้เช่าเป็นบริวารของจำเลยมาแต่ต้น จำเลยจะโต้เถียงในภายหลังว่าผู้เช่าไม่ใช่บริวารของจำเลยย่อมฟังไม่ขึ้น เมื่อจำเลยเป็นผู้ที่ให้เช่าสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินของโจทก์แม้คำพิพากษาของศาลจะมิได้สั่งให้ผู้เช่าสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินของโจทก์ คำพิพากษาของศาลย่อมใช้บังคับคดีขับไล่ผู้เช่าสิ่งปลูกสร้างนั้นได้ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒(๑)
จำเลยจะมาอ้างเป็นเหตุไม่ยอมรื้อถอนไปหาได้ไม่ ส่วนที่นายอโนทัย เพียรมุ่งสัมพันธ์ โจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๘๒/๒๕๑๔ ได้ทำการยึดห้องแถวและสิ่งปลูกสร้างไว้ตามคำสั่งของศาลนั้นเห็นว่าไม่เป็นเหตุให้ศาลงดการบังคับคดีตามคำพิพากษาในคดีนี้ เพราะการที่จำเลยจะต้องรื้อห้องแถวและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์นั้น เป็นการกระทำโดยคำสั่งศาล จำเลยมิได้กระทำโดยพลการแต่อย่างใด
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน