Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1417/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ก่อนทำสัญญาซื้อขายจำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าที่ดินพิพาทอยู่ในโครงการกำหนดเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน ทั้งหลังจากทำสัญญาซื้อขายแล้วในวันนั้นเองโจทก์ก็ได้ไปยื่นคำขอทำประโยชน์ ในที่ดินพิพาทต่อสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อขอรับหนังสืออนุญาต ให้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแทนจำเลย แสดงว่าโจทก์ทราบดีว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ที่ดินอันอาจโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่กันได้ดังเช่น ที่ดินมีโฉนด การที่โจทก์ตกลงซื้อที่ดินพิพาทโดยรู้อยู่ว่า จำเลยมีเพียงสิทธิครอบครองและกำลังดำเนินการขอรับหนังสือ อนุญาตให้ทำประโยชน์ในที่ดินโดยมีเจตนาให้จำเลยโอนการครอบครอง ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เพื่อที่โจทก์จะสวมสิทธิของจำเลยไปดำเนินการขอออกหนังสืออนุญาตให้ทำประโยชน์ในที่ดินในนามของโจทก์ เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้มอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้โจทก์แล้ว โจทก์จะอ้างว่าการที่จำเลยไม่สามารถ โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่โจทก์ได้เป็นการผิดสัญญาซื้อขาย หาได้ไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยตกลงขายที่ดินสวนผลไม้และสวนยางพาราเนื้อที่ 37 ไร่ 1 งาน 49 ตารางวา ให้แก่โจทก์ โจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยสามารถโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้จึงตกลงทำสัญญาซื้อขายกับจำเลย ต่อมาโจทก์ทราบว่าที่ดินอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ห้ามมิให้โอน แบ่งแยกหรือซื้อขายกัน โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่สามารถโอนได้ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,764,782 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี จากต้นเงิน 1,740,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า การซื้อขายที่ดินดังกล่าวเป็นการซื้อขายสิทธิครอบครองในที่ดิน

จำเลยได้มอบการครอบครองที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว พร้อมกับยื่นเรื่องราวขอเปลี่ยนแปลงชื่อในการขอออกเอกสารสิทธิจากจำเลยให้เป็นชื่อโจทก์ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือให้แก่จำเลย ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 410,849.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า เมื่อจำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิใด ๆ ให้แก่โจทก์ได้ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องคืนเงินและชำระเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือให้แก่จำเลย ขอให้ยกฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้โจทก์ใช้เงินจำนวน200,000 บาท แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และใช้เงินจำนวน 200,000 บาท แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราเดียวกันนับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท เนื้อที่ 37 ไร่ 1 งาน 49 ตารางวาซึ่งอยู่ที่ตำบลนนทรีย์ อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด โดยปลูกยางพาราและไม้ผล เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด สามารถเก็บผลได้แล้วเมื่อกลางเดือนตุลาคม 2537 โจทก์ไปพักที่รีสอร์ท ของนายสามารถซึ่งอยู่ใกล้กับที่ดินพิพาทแล้วเกิดพอใจที่ดินพิพาทจึงมอบให้นายสามารถติดต่อขอซื้อจากจำเลย ในที่สุดจำเลยตกลงขายให้โจทก์ในราคา 1,140,000 บาท ได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายกันเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2537 ในวันนั้นโจทก์มอบเงินสดให้จำเลย140,000 บาท และสั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัดสาขาพรานนก ฉบับละ 200,000 บาท รวม 5 ฉบับ ลงวันที่สั่งจ่ายวันที่ 20 พฤศจิกายน 2537, 20 ธันวาคม 2537,20 มกราคม 2538, 20 กุมภาพันธ์ 2538 และ 20 มีนาคม 2538ตามลำดับมอบให้จำเลยตามสัญญาซื้อขายสำเนาเช็คและต้นฉบับเช็คเอกสารหมาย

จ.1 ถึง จ.4 ล.9 และ ล.11ต่อมาวันที่ 2 ธันวาคม 2537 มีพระราชกฤษฎีกาออกตามความในมาตรา 25 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 กำหนดให้ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2538 โจทก์แจ้งให้ธนาคารระงับการจ่ายเงินตามเช็คเอกสารหมาย ล.9 และ ล.11 และในวันรุ่งขึ้นโจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่กันได้ให้จำเลยคืนเงิน 740,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีกับชำระเบี้ยปรับ 1,000,000 บาท แก่โจทก์ คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายที่ดิน เห็นว่าที่โจทก์ฎีกาว่า

เหตุที่โจทก์ตกลงซื้อที่ดินพิพาทเป็นเพราะหลงเชื่อตามที่จำเลยรับรองว่าโจทก์สามารถขอออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาทได้โดยมีผลเท่ากับหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เมื่อที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินและไม่สามารถออกหนังสือสำคัญดังกล่าวจึงต้องถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญานั้น ข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยตรงกันว่า จำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบก่อนที่จะทำสัญญาซื้อขายว่าที่ดินพิพาทอยู่ในโครงการกำหนดเป็นเขตปฏิรูปที่ดินดังจะเห็นได้จากข้อความในข้อ 1.ของสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.1 ที่ระบุว่า เป็นการซื้อขายที่ดิน สปก.401 (ที่ถูก ส.ป.ก. 4-01) นอกจากนี้แล้วโจทก์เองก็เบิกความรับว่า หลังจากทำสัญญาซื้อขายแล้วในวันนั้นเองโจทก์กับจำเลยไปพบเจ้าหน้าที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดตราดโจทก์ยื่นคำขอทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อขอรับหนังสืออนุญาตให้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแทนจำเลย ตามเอกสารหมาย

ล.14 และ ล.15แสดงว่าโจทก์ทราบดีว่าที่ดินพิพาทมิใช่ที่ดินอันอาจโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่กันได้ดังเช่นที่ดินมีโฉนด หากแต่ต้องดำเนินการขอรับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ตามหลักเกณฑ์และวิธีการของกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพราะโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า เหตุที่โจทก์กับจำเลยไปติดต่อที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดตราด ก็เพื่อทำเรื่องใส่ชื่อโจทก์สวมสิทธิในที่ดินแทนจำเลย หากมีการออกหนังสืออนุญาตให้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจะได้ออกให้ในนามของโจทก์ คำเบิกความของโจทก์ในข้อนี้เจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ว่า โจทก์ทราบดีว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์กันได้ โจทก์จึงได้พยายามต่อรองราคาจากที่จำเลยตั้งไว้ 1,200,000 บาท

ลงจนเหลือ1,140,000 บาท โดยอ้างว่าโจทก์จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขอรับหนังสืออนุญาตให้ทำประโยชน์อีกประมาณ 70,000 บาทพยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักดีกว่าโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ตกลงซื้อที่ดินพิพาทโดยรู้อยู่ว่าจำเลยมีเพียงสิทธิครอบครองในที่ดิน และกำลังดำเนินการขอรับหนังสืออนุญาตให้ทำประโยชน์ในที่ดินซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมีเจตนาให้จำเลยโอนการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ เพื่อที่โจทก์จะสวมสิทธิของจำเลยไปดำเนินการขอออกหนังสืออนุญาตให้ทำประโยชน์ในที่ดินในนามของโจทก์เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยได้มอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้โจทก์แล้ว โจทก์จะอ้างว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายเพราะไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้โจทก์ไม่ได้"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กำพล ภู่สุดแสวง · สิงหะ สัตยธรรม · ระพิณ บุญสิทธิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้