คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาขับไล่จำเลยและบริวาร ให้รื้อเรือนออกไปจากที่ดินของโจทก์จำเลยให้การสู้คดีศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยทั้งสามและบริวาร ให้รื้อเรือนออกไปจากที่พิพาทจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า โจทก์ได้รับโอนที่พิพาทมาโดยไม่สุจริตจึงนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299, 1300มาใช้บังคับในคดีนี้ไม่ได้ จำเลยได้ครอบครองที่พิพาทโดยปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์แล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิ์ขับไล่จำเลยศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ในคำให้การของจำเลยไม่ได้ตั้งประเด็นต่อสู้ว่าโจทก์รับโอนที่พิพาทมาโดยไม่สุจริตไว้ เมื่อจำเลยมิได้ยกประเด็นข้อนี้ขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น จำเลยย่อมไม่อาจยกขึ้นอ้างอิงในชั้นอุทธรณ์ได้
เพราะมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225ศาลอุทธรณ์จึงไม่รับวินิจฉัยให้ พิพากษาให้ยกอุทธรณ์จำเลยจำเลยฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าที่พิพาทซึ่งเป็นที่ดินมีโฉนดเป็นของโจทก์โดยโจทก์ได้ซื้อจากนางทองหยิบ นายอุดม นายประดิษฐ์ จำเลยทั้งสามเป็นผู้อาศัยเจ้าของเดิมอยู่ในที่พิพาท โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยออกไปจากที่ดินของโจทก์แล้ว จำเลยไม่ยอมออกไป จึงขอให้ขับไล่จำเลย
จำเลยให้การต่อสู้ว่าทีพิพาทเป็นของจำเลยได้มาโดยการครอบครองปรปักษ์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าที่พิพาทอยู่ในเขตโฉนดของโจทก์ จำเลยซึ่งอ้างว่าครอบครองที่พิพาทโดยปรปักษ์ ไม่เคยจดทะเบียนสิทธิที่พิพาทเป็นของจำเลย จึงไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งได้ที่พิพาทมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299, 1300 ปัญหาข้อนี้จึงถือได้ว่าได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น จำเลยย่อมยกปัญหาข้อนี้ขึ้นอ้างอิงในชั้นอุทธรณ์ได้ หาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไม่พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาข้อนี้ แล้วพิพากษาชี้ขาดไปตามรูปความ