Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1402/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องรวมกันมาในคดีเดียวและเสียค่าขึ้นศาลรวมกันมา แต่การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน โจทก์ที่ 1 ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จากทุนทรัพย์ 235,350 บาท คิดเป็นค่าขึ้นศาลเพียง 5,885 บาท มิใช่เสียค่าขึ้นศาลจากทุนทรัพย์ 412,500 บาท โจทก์ที่ 1 ทยอยนำค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาวางศาล 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 7,000 บาท ภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยาย ซึ่งเป็นการวางเงินเกินกว่าที่ต้องเสียเป็นเงิน 1,115 บาท แต่โจทก์ที่ 1 สำคัญผิดว่ายังชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ไม่ครบ จึงได้ขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก กรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นชอบที่จะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ได้ ตั้งแต่วางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ครบถ้วนและสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ที่ยื่นหลังจากที่โจทก์ที่ 1 วางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ครบถ้วน การที่ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตขยายระยะเวลาวางเงินของโจทก์ที่ 1 และในที่สุดมีคำสั่งไม่อนุญาตขยายระยะเวลาวางเงินของโจทก์ที่ 1 ในครั้งต่อมาพร้อมกับสั่งไม่รับอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๓๐๗ คนละ ๑ ใน ๙ ส่วน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองตามส่วนดังกล่าวข้างต้น? โจทก์ที่ ๑ ยื่นอุทธรณ์พร้อมกับคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตถึงวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๕ เมื่อถึงวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๕ โจทก์ที่ ๑ ยื่นคำร้องขอวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ๕,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก

ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๕ เมื่อถึงกำหนดโจทก์ที่ ๑ ยื่นคำร้องขอวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อีก ๒,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก

ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้โจทก์ที่ ๑ นำเงินส่วนที่เหลือทั้งหมดมาวางศาลภายในวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๔๕ มิฉะนั้น ถือว่าไม่ติดใจอุทธรณ์ วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๔๕ โจทก์ที่ ๑ ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก ๑๕ วัน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ โจทก์ที่ ๑ ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง (ที่ถูกต้องทำเป็นอุทธรณ์คำสั่ง) ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน ค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า ป. เป็นเจ้าของที่ดิน เมื่อ ป. ถึงแก่ความตายทายาทได้ตกลงแบ่งที่ดินดังกล่าวออกเป็น ๓ ส่วน และต่างเข้าครอบครองที่ดินส่วนของตนด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ โดยบิดาโจทก์ที่ ๑ ได้ที่ดินพิพาทส่วนที่อยู่ทางทิศเหนือและทิศตะวันตก โจทก์ที่ ๒ ได้ที่ดินพิพาทส่วนที่อยู่ตรงกลาง และบิดาจำเลยที่ ๒ ได้ที่ดินส่วนที่อยู่ทางทิศใต้ หลังจากบิดาโจทก์ที่ ๑ ถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ ๑ ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทส่วนของบิดาโจทก์ที่ ๑ จนถึงปัจจุบัน

ต่อมาจำเลยทั้งสองได้จดทะเบียนโอนที่ดินมรดกของ ป. ซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสอง ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทส่วนที่อยู่ทางทิศเหนือและทิศตะวันตกเป็นของโจทก์ที่ ๑ และส่วนที่อยู่ตรงกลางเป็นของโจทก์ที่ ๒ ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนของจำเลยทั้งสองและให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๒ แม้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องรวมกันมาในคดีเดียวกันและเสียค่าขึ้นศาลรวมกันมา แต่การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเพราะเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนสามารถใช้สิทธิเฉพาะตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ แยกต่างหากจากกันได้ เมื่อโจทก์ที่ ๑ ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทในส่วนของโจทก์ที่ ๑ เนื้อที่ประมาณ ๑ ไร่

ราคาไร่ละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ทุนทรัพย์ในส่วนของโจทก์ที่ ๑ จึงคิดเป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท และเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ที่ ๑ มีสิทธิในที่ดินมรดกของ ป. ๑ ใน ๙ ส่วน คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ ๘๖.๒ ตารางวา แต่โจทก์ที่ ๑ ไม่พอใจและอุทธรณ์ขอให้ได้ที่ดินพิพาทเนื้อที่เต็มตามฟ้อง จึงเท่ากับขอให้ได้ที่ดินเพิ่มอีก ๓๑๓.๘ ตารางวา คิดเป็นเงิน ๒๓๕,๓๕๐ บาท ซึ่งถือเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ โจทก์ที่ ๑ จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน ๕,๘๘๕ บาท มิใช่เสียค่าขึ้นศาลในทุนทรัพย์ ๔๑๒,๕๐๐ บาท เหมือนดังที่โจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๒ เสียรวมกันมาในศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ที่ ๑ ได้ทยอยนำค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาวางศาล ๒ ครั้ง

รวมเป็นเงิน ๗,๐๐๐ บาท โดยครั้งที่ ๒ นำมาวางเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๕ ซึ่งอยู่ในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้และเป็นการวางเกินกว่าที่จะต้องเสียเป็นเงิน ๑,๑๑๕ บาท แต่โจทก์ที่ ๑ สำคัญผิดว่ายังชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ไม่ครบจึงได้ขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ออกไปอีก กรณีเช่นนี้ถือว่าโจทก์ที่ ๑ วางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ครบถ้วนแล้ว ศาลชั้นต้นชอบที่จะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ดังกล่าวของโจทก์ที่ ๑ ได้ตั้งแต่นั้นและสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ของโจทก์ที่ ๑ ที่ยื่นหลังจากนั้นเพราะโจทก์ที่ ๑ ไม่จำต้องขอขยายระยะเวลาวางเงินอีกต่อไปแล้ว การที่ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตขยายระยะเวลาวางเงินให้โจทก์ที่ ๑ ต่อไปอีก และในที่สุดมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในครั้งต่อมา

พร้อมกับสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ ๑ เพราะเหตุโจทก์ที่ ๑ ไม่นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาวางให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนดและศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืนนั้นจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ , ๒๔๗ และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ ๑ อีกต่อไป

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ ๑ และยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ หากโจทก์ที่ ๑ ยังประสงค์จะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ให้นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่วางและรับคืนไปแล้วมาวางศาลชั้นต้นอีกครั้งเป็นเงินจำนวน ๕,๘๘๕ บาท ภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันทราบคำพิพากษานี้ แล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของโจทก์ที่ ๑ ใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วีระชาติ เอี่ยมประไพ · สุรพล เจียมจูไร · พลรัตน์ ประทุมทาน
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นายสุวรรณ ทองเนื้อแข็ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายอาวุธ ปั้นปรีชา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้