Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1402/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์และจำเลยตกลงท้ากันให้ศาลวินิจฉัยตามคำฟ้องและคำให้การว่า การที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของร้าน จ. กับร้าน ร. รวมกันโดยร้าน จ. โจทก์ขอหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาในอัตราร้อยละ 90 ส่วนร้าน ร. โจทก์ขอหักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริง เป็นการขัดต่อมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 หรือไม่ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ชนะคดี ดังนี้ จำเลยจะฎีกาว่าโจทก์ไม่สามารถแสดงหลักฐานต่อเจ้าพนักงานประเมินและพิสูจน์ได้ว่าค่าใช้จ่ายสำหรับร้าน ร. มากกว่าค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาคืออัตราร้อยละ 90 โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอหักค่าใช้จ่ายอัตราร้อยละ 96 ตามที่ขอหักไว้ และไม่มีสิทธิจะยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดารวมกันโดยขอหักค่าใช้จ่ายเป็น 2 ทาง แต่ต้องหักค่าใช้จ่ายทางเดียวโดยการเหมาในอัตราร้อยละ 90 ตามมาตรา 8 (32) แห่งพระราชกฤษฎีกาข้างต้นไม่ได้ เป็นฎีกานอกเหนือจากคำท้า

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 84 พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502 มาตรา 8 ป.วิ.พ. มาตรา 138

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ๒๕๑๕ ถึงปี ๒๕๑๗ ที่ได้จากการขายสินค้าร้าน ร. และร้าน จ. โดยคำนวณภาษีเงินได้รวม ๔๖,๖๙๕.๑๒ บาทและชำระค่าภาษีให้แก่จำเลยที่ ๑ ไปแล้ว ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ ๑ ได้ทำการประเมินให้โจทก์ชำระค่าภาษีกับเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน ๒๓๐,๖๐๗.๑๙ บาท

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ว่า เป็นการประเมินไม่ชอบที่ไม่ยอมให้โจทก์หักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ จำเลยทั้งสี่ให้การว่า การที่โจทก์นำเงินได้ของร้านทั้งสองยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้รวมกัน แต่คำนวณหักค่าใช้จ่ายต่างกันเป็น ๒ วิธีโดยร้าน จ.หักเป็นการเหมา ร้าน ร. หักตามความเป็นจริงไม่ถูกต้องตามมาตรา ๘ แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๐๒ เพราะกรณีเช่นนี้ผู้เสียภาษีจะขอหักค่าใช้จ่ายได้ในทางเดียวกันทางใดทางหนึ่งเท่านั้น

การประเมินและการวินิจฉัยอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ในวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์จำเลยตกลงท้ากันให้ศาลวินิจฉัยตามคำฟ้องและคำให้การว่า การที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งสองร้านรวมกัน โดยร้านจิบฮงโจทก์ขอหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาในอัตราร้อยละ ๙๐ ส่วนร้านรุจิพัฒนกุลหักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงเป็นการขัดต่อมาตรา ๘ แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๐๒ หรือไม่ ถ้าศาลวินิจฉัยว่า ตามที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อจำเลยที่ ๑ นั้นถูกต้องก็ให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยแต่ถ้าวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ตามที่ยื่น

โจทก์ย่อมเสียภาษีและเงินเพิ่มให้แก่จำเลยที่ ๑ และให้ศาลพิพากษายกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวยอมให้ผู้มีเงินได้เลือกหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาหรือหักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงก็ได้ และไม่ได้ห้ามไม่ให้ผู้มีเงินได้จากสถานประกอบการค้าหลายกิจการหรือหลายร้านที่จะเลือกหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้านหนึ่ง และอีกร้านหนึ่งหักตามที่จ่ายจริง โจทก์จึงมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงได้ จำเลยทั้งสี่จึงต้องแพ้คดีตามคำท้า พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้ประจำปี ๒๕๑๕ ถึง ๒๕๑๗ ของจำเลยที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่าโจทก์ไม่สามารถแสดงหลักฐานต่อเจ้าพนักงานประเมินและพิสูจน์ได้ว่าค่าใช้จ่ายสำหรับร้านรุจิพัฒนกุลมากกว่าค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาคือร้อยละ ๙๐ โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอหักค่าใช้จ่ายร้อยละ ๙๖ ตามที่ขอหักไว้ได้ ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดารวมกันโดยขอหักค่าใช้จ่ายเป็น ๒ ทาง แต่ต้องหักค่าใช้จ่ายไปทางเดียวกันคือโดยการเหมาในอัตราร้อยละ ๙๐ ตามมาตรา ๘(๓๒) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๐๒ นั้น

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อฎีกาดังกล่าวของจำเลยทั้งสี่เป็นข้ออ้างที่นอกเหนือจากคำท้าของคู่ความ เพราะคู่ความท้ากันขอให้ศาลวินิจฉัยเพียงข้อเดียวว่าการที่โจทก์ขอหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาสำหรับร้านจิบฮง และขอหักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงสำหรับร้านรุจิพัฒนกุล เป็นการขัดต่อมาตรา ๘ แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวหรือไม่ ดังนั้นตามคำท้าของคู่ความจึงไม่มีปัญหาที่ว่าโจทก์สามารถพิสูจน์ต่อเจ้าพนักงานประเมินได้หรือไม่ว่าค่าใช้จ่ายสำหรับร้านรุจิพัฒนกุลนั้น มากกว่าร้อยละ ๙๐ ส่วนที่จำเลยทั้งสี่อ้างในฎีกาว่าตามคำท้าของคู่ความ จำเลยทั้งสี่มิได้สละข้อต่อสู้ดังกล่าวแต่ประการใดนั้นเห็นว่า ที่คู่ความท้ากันให้ศาลวินิจฉัยคำท้าดังกล่าวเป็นข้อแพ้ชนะโดยไม่ติดใจสืบพยานนั้น เป็นการแสดงเจตนาว่าจำเลยทั้งสี่ได้สละข้อต่อสู้ดังกล่าวแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · สมศักดิ์ จูสวัสดิ์
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายสุนทร สิทธิเวชวิจิตร
ศาลอุทธรณ์ - นายสัญชัย สิงหลกะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3951/2562

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงท้ากันโดยให้ถือเอาผลคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 26580/2545 ของศาลอาญา เป็นผลแพ้ชนะกันในประเด็นข้อพิพาทคดีนี้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำละเมิดต่อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5196/2550

คู่ความท้ากันว่า หากโจทก์สามารถใช้เครื่องมือกระบอกตั้งระยะชุดป้อนกระดาษของเครื่องพิมพ์ขนาด 102 เซนติเมตร ในการตั้งระยะเครื่องซีดี 74 ตามใบสั่งซ่อมได้ระยะ 45.5 เซนติเมตร หรือ 455 มิลลิเมตร แล้ว จำเลยทั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6697/2548

คู่ความท้ากันให้ศาลวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่า ที่ดินพิพาทหลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายแล้วสามารถจดทะเบียนโอนได้ในวันที่ 3 ตุลาคม 2533 หรือไม่ หากสามารถจดทะเบียนโอนได้ โจทก์จะยอมแพ้ หากไม่สามา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4155/2548

คู่ความตกลงท้ากันโดยถือเอาผลของการรังวัดที่ดินแปลงพิพาทของเจ้าพนักงานที่ดินว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ตั้งอยู่ในเขตหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งทางราชการได้ออกให้แก่จำเลยหรือไม่ เป็นข้อแพ้ชนะในคดี เ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12183/2547

โจทก์จำเลยท้ากันว่า ให้ศาลส่งลายมือชื่อของจำเลยในสัญญากู้กับตัวอย่างลายมือชื่อของจำเลยไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์ ถ้าผู้เชี่ยวชาญลงความเห็นว่าลายมือชื่อในสัญญากู้เป็นลายมือชื่อของจำเลยจริง จำเลยยอมแพ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้