Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 140/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จะหักเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี(2)ได้ ต้องเป็นค่าใช้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่จ่ายแก่ลูกจ้างหรือพนักงานโดยเด็ดขาดเท่านั้นตามข้อบังคับของกองทุนสะสมทรัพย์ของพนักงานโจทก์ พนักงานของโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะนำเงินกองทุนไปใช้จ่ายเพื่อเลี้ยงชีพในขณะที่โจทก์จ่ายให้ จะมีสิทธิโดยเด็ดขาดเมื่อหมดจากสมาชิกภาพแห่งกองทุนแล้วเท่านั้น ถ้าเป็นสมาชิกภาพไม่ครบกำหนดระยะเวลาก็จะได้รับเพียงบางส่วน และในการหมดจากสมาชิกภาพ ถ้ามีการทุจริตหรือมีหนี้สินกับโจทก์หรือกองทุนก็จะไม่ได้รับเงินกองทุนสมทบ ดังนั้นในรอบระยะเวลาบัญชีที่โจทก์จ่ายเงินกองทุนสมทบ มิใช่เป็นการจ่ายแก่ลูกจ้างโดยเด็ดขาด จึงถือว่าเป็นเงินกองทุนที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 65

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่มจำนวน 217,457.54 บาท ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์กับขอให้ศาลพิพากษาว่าการจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพของโจทก์ให้แก่พนักงานตามข้อบังคับของกองทุนสะสมของพนักงานบริษัทประกันคุ้มภัย จำกัด เป็นรายจ่ายที่นำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2523 รอบระยะเวลาบัญชีปี 2524 และโจทก์ต้องชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่มในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2523หลังจากหักกับภาษีที่โจทก์มีสิทธิได้รับคืนในปี 2524 เป็นเงินเพียง 115,204.44 บาท

จำเลยทั้งห้าให้การว่า การจ่ายเงินสมทบให้แก่พนักงานของโจทก์ตามข้อบังคับของกองทุนสะสมทรัพย์ของพนักงานบริษัทประกันคุ้มภัยจำกัด เกี่ยวกับการจ่ายผลประโยชน์เมื่อสมาชิกครบเกษียณอายุ ถือไม่ได้ว่าเป็นการจ่ายโดยเด็ดขาด ทั้งนี้เพราะหลังจากที่โจทก์ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนในอัตราร้อยละ 5ของเงินเดือนของพนักงานแล้ว พนักงานยังไม่มีสิทธิรับเงินดังกล่าวไปทันที โจทก์จะจ่ายเงินให้พนักงานรับไปก็ต่อเมื่อพนักงานนั้นได้ออกจากงานหรือครบเกษียณอายุเท่านั้น และการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนดังกล่าวเป็นเพียงการจ่ายทางบัญชีจึงเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี(2) สำหรับเงินสำรองการขาดทุนจากราคาหุ้นที่ลดลงนั้นปรากฏว่าในปี 2524 โจทก์ได้ขายหุ้นไปและขาดทุนจริง2,852,904 บาท แต่โจทก์ไปหักค่าใช้จ่ายเพียง 1,892,867 บาทซึ่งต่ำกว่าที่ควรหักเป็นเงิน 960,037 บาท

เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 จึงได้ปรับปรุงการคำนวณภาษีเงินได้ให้ใหม่โดยนำผลขาดทุนที่หักขาดไป 960,037 บาท มาหักเป็นรายจ่ายในปี 2524 ให้โจทก์แล้วและเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ก็ได้นำเงินค่าภาษีที่โจทก์ชำระไว้เกินตามผลการตรวจสอบในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2524ของโจทก์มาเครดิตภาษีที่โจทก์ต้องชำระเพิ่มในปี 2523 แล้วปรากฏว่าโจทก์ยังต้องชำระเงินค่าภาษีเงินได้สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2523 เพิ่มอีก 177,263.30 บาท และเงินเพิ่มอีก 80,388.48 บาทรวมเป็นเงินค่าภาษีทั้งสิ้น 257,651 บาท การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้องโจทก์ คู่ความรับกันว่าถ้าเงินสมทบที่โจทก์จ่ายเข้ากองทุนสะสมทรัพย์ไม่ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามโจทก์จะต้องชำระภาษีเพียง 115,204.44 บาท

ถ้าถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม โจทก์จะต้องชำระภาษี 217,457.54 บาทศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามแบบคำสั่งให้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ 1049/2/03323 ลงวันที่ 26พฤศจิกายน 2528 เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 2 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 1 เฉพาะรายการที่เกี่ยวกับรายจ่ายที่เจ้าพนักงานประเมินไม่ยอมให้ถือเป็นรายจ่ายโดยอ้างว่าต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี(2)

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์และพนักงานของโจทก์ได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุนสะสมทรัพย์ของพนักงานของโจทก์ขึ้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2516 โดยพนักงานทุกคนที่เป็นสมาชิกกองทุนต้องนำเงินเข้ากองทุนในอัตราร้อยละ 5 ของเงินเดือนที่ได้รับ และโจทก์จะออกสมทบให้อีกในอัตราร้อยละ 5ของเงินเดือนที่พนักงานแต่ละคนได้รับจากโจทก์ ในการบริหารกองทุนจะมีกรรมการ 5 คน ซึ่งโจทก์แต่งตั้งจากสมาชิกกองทุน 2 คน และสมาชิกเลือกกันเอง 3 คน เงินกองทุนนี้ทางโจทก์ได้ทำสัญญาว่าจ้างให้บริษัทไทยเป๊ก อินเวสท์เมนท์ เซอร์วิส จำกัด ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนเป็นบริษัทเอสแอลอาร์ เอ็มพลอยยี่ เบเนฟิท จำกัด เป็นผู้จัดการหาผลประโยชน์และเงินจำนวนนี้พนักงานผู้เป็นสมาชิกจะได้รับเมื่อสมาชิกภาพสิ้นสุดลงตามข้อบังคับของกองทุนสะสมทรัพย์ของพนักงานบริษัทประกันคุ้มภัย

จำกัด ตามเอกสารหมาย ล.1แผ่นที่ 24 ถึง 32 จำนวนเงินที่โจทก์จ่ายสมทบให้พนักงานของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2523 เป็นเงิน 188,370 บาท ปี 2524เป็นเงิน 211,105.65 บาท โจทก์ได้นำมาคำนวณกำไรสุทธิโดยถือว่าเป็นรายจ่าย แต่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ไม่ให้ถือว่าเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ จึงได้ปรับปรุงกำไรสุทธิของโจทก์ใหม่ ปรากฏว่าในปี 2523 โจทก์ชำระภาษีขาดไป แต่ในปี 2524โจทก์ชำระภาษีเกินไป จำนวนภาษีที่โจทก์ชำระขาดมีมากกว่า จึงได้แจ้งให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่ม โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เห็นว่าการประเมินชอบแล้ว แต่มีเหตุอันควรผ่อนผันจึงลดเงินเพิ่มให้เพียงร้อยละ 50ข้อต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า

เงินกองทุนที่โจทก์ออกสมทบให้เจ้าพนักงานของโจทก์จะถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของโจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่าต้องพิจารณาตามบทบัญญัติของมาตรา 65 ตรี(2) แห่งประมวลรัษฎากรที่ใช้บังคับสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2523, 2524 ซึ่งบัญญัติว่า "รายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ฯลฯ (2) เงินกองทุน เว้นแต่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่กระทำกิจการในประเทศไทยได้จ่ายสมทบและจัดสรรไว้เพื่อประโยชน์แก่ลูกจ้างโดยเฉพาะ เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนี้ให้หักเป็นค่าใช้จ่ายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่จ่ายแก่ลูกจ้างโดยเด็ดขาดในจำนวนที่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินเดือนทั้งหมดของผู้รับซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นถือเป็นหลักคำนวณเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ"

จะเห็นได้ว่าเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จะหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ ต้องเป็นค่าใช้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่จ่ายแก่ลูกจ้างหรือพนักงานของโจทก์โดยเด็ดขาดเท่านั้น ตามกฎข้อบังคับของกองทุนสะสมของพนักงานของโจทก์แม้จะกำหนดว่าโจทก์จ่ายโดยเด็ดขาดให้พนักงาน และบริษัทโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกคืนไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งได้มอบหมายให้บริษัทเอสแอลอาร์ เอ็มพลอยยี่ เบเนฟิท จำกัด เป็นผู้จัดหาผลประโยชน์ให้สมาชิก โดยมีคณะกรรมการควบคุม แต่เงินจำนวนนี้พนักงานของโจทก์จะรับได้ต่อเมื่อพ้นจากการเป็นสมาชิก และกรณีที่พ้นจากการเป็นสมาชิก จะได้รับเงินสมทบเต็มที่ในอัตราร้อยละ 100 ต้องเป็นสมาชิกกว่า 10 ปี ถ้าเป็นสมาชิกน้อยกว่า 10 ปีก็ได้รับตามส่วนลดลง และถ้าน้อยกว่า 1 ปีจะไม่ได้รับเลย ตามข้อบังคับข้อ 7.2นอกจากนี้ถ้าพ้นจากสมาชิกเพราะทุจริต

ประพฤติมิชอบหรือกระทำผิดอื่นใด ข้อบังคับ 8.3 ระบุว่าสมาชิกจะไม่ขอรับเงินสมทบของบริษัทโจทก์และรายได้ส่วนนี้ทั้งหมดให้ตกเป็นสมบัติของกองทุนและข้อบังคับ 8.4 ถ้าสมาชิกเป็นหนี้หรือทุจริตต่อกองทุนหรือบริษัทคณะกรรมการมีอำนาจเด็ดขาดที่จะจัดการชำระหนี้รับคืนแก่กองทุนหรือบริษัท เห็นได้ว่าตามข้อบังคับดังกล่าวพนักงานของโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะนำเงินกองทุนไปใช้จ่ายเพื่อเลี้ยงชีพในขณะที่โจทก์จ่ายให้แต่ประการใด จะมีสิทธิโดยเด็ดขาดต่อเมื่อหมดจากสมาชิกภาพแห่งกองทุนของโจทก์เท่านั้น และในการหมดจากสมาชิกภาพถ้ามีการทุจริตหรือมีหนี้สินกับบริษัทโจทก์หรือกองทุน ก็จะไม่ได้รับเงินกองทุนสมทบ หรือถ้าเป็นสมาชิกภาพไม่ครบกำหนดระยะเวลาก็จะได้รับเพียงบางส่วนเท่านั้นเห็นได้ว่าในรอบระยะเวลาบัญชีที่โจทก์จ่ายเงินกองทุนสมทบ มิใช่เป็นการจ่ายแก่ลูกจ้างโดยเด็ดขาด กรณีจึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี(2)จึงต้องถือว่าเป็นเงินกองทุนที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ก้าน อันนานนท์ · เดชา สุวรรณโณ · ตัน เวทไว
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2646/2566

การมีค่าความนิยมคงเหลือ ณ วันเลิกประกอบกิจการถือเป็นการขายที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 77/2 (1) และมาตรา 77/1 (8) (ฉ) โจทก์ยื่นคำขอแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 489/2562

การที่จำเลยสามารถลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเนื่องจากโจทก์ทำหลักฐานว่ามีรายจ่ายซึ่งโจทก์กำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริงและนำไปหักออกจากกำไรจากการประกอบกิจการของจำเลย นั้น ถือว่าผิดกฎหมาย ซึ่งตาม ป.รัษฎากร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4727/2561

โจทก์กู้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้า มีหนี้สินคงเหลืออยู่ ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 ซึ่งเมื่อคำนวณเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 65 ทวิ (5) (ก) โจทก์มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 1,195,93…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4546/2561

โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ฉบับปกติและฉบับยื่นเพิ่มเติมสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท โดยกรอกรายการรายได้ส่วนที่ได้รับการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีไว้ในแบบแสดง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3618/2561

การอุทธรณ์หนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรเป็นกรณีโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งทางปกครองของจำเลยเกี่ยวกับการขอคืนภาษีของโจทก์ กรณีคืนภาษีให้แก่ผู้เสียภาษีถูกต้องหรือไม่ ผู้มีอำนาจออกคำสั่งคือ เจ้าหน้าที่ผู้ท…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้