คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรที่บิดารับรองแล้ว จึงเป็นผู้สืบสันดานเสมือนบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาโจทก์ นายทัน นักรบลูกจ้างของจำเลยทั้งสองได้ขับรถยนต์ในทางการที่จ้างและโดยประมาทเป็นเหตุให้ชนรถเก๋งที่บิดาโจทก์ขับมาเสียหาย และบิดาโจทก์ถึงแก่ความตาย จึงขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายรถยนต์ที่ถูกชน ค่าทำศพบิดาและค่าที่โจทก์ขาดไร้อุปการะเลี้ยงดู รวมเป็นเงิน 100,000 บาทจำเลยให้การปฏิเสธและตัดฟ้องว่า โจทก์ไม่ใช่บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้ตายจึงไม่อยู่ในฐานะที่ต้องอุปการะโจทก์ตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมาย ซึ่งผู้ตายเป็นบิดาได้รับรองแล้ว ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเสมือนบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมีสิทธิฟ้องได้ และฟังว่า
นายทัน นักรบ ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลย พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ฟังว่า นายทัน เป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งสอง และขับรถในทางการที่จ้างของจำเลยทั้งสอง ชนรถยนต์บิดาโจทก์เสียหายโดยประมาท และเป็นเหตุให้บิดาโจทก์ถึงแก่ความตายและวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้ว หาใช่เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายไม่ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในฐานะผู้สืบสันดานของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629(1) เท่านั้นคือ มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทำศพและค่ารถยนต์เสียหาย ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะ พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าทำศพ 10,000 บาท และค่ารถยนต์ที่ได้รับความเสียหาย 40,000 บาทจำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาที่ว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องคดีนี้หรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์เป็นบุตรที่บิดารับรองแล้ว ก็ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเสมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าปลงศพของบิดาได้ตามนัยฎีกาที่ 1601/2492 การฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากรถยนต์ถูกชนเสียหายนั้นเนื่องจากโจทก์เป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาจึงมีสิทธิรับมรดกของบิดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (1) สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเป็นของบิดาโจทก์ เมื่อบิดาโจทก์ตาย สิทธิเรียกร้องตกทอดไปยังทายาทผู้รับมรดกโจทก์มีสิทธิได้รับมรดก จึงได้รับมรดกสิทธิเรียกร้องนั้น และมีสิทธิฟ้องได้ ส่วนค่าขาดไร้อุปการะนั้น ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้อง และโจทก์ไม่ฎีกา จึงไม่ต้องวินิจฉัยศาลฎีกาคงฟังข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับศาลอุทธรณ์ และพิพากษายืน