คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินในโฉนดและนอกโฉนดร่วมกัน ได้ตกลงแบ่งกันแล้วฝ่ายละประมาณ 4 ไร่ โจทก์ได้ทางทิศเหนือราคา 4,000 บาท โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือไว้เป็นหลักฐาน ต่อมาจำเลยไม่ยอมแบ่ง จึงขอให้บังคับ จำเลยต่อสู้ว่า ที่ดินทั้งหมดเป็นของจำเลย โดยที่ดินในโฉนดจำเลยได้ครอบครองปรปักษ์มากว่า 10 ปี ส่วนที่นอกโฉนด จำเลยได้หักร้างถางป่าเอาเอง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ ศาลชั้นต้นฟังว่า โจทก์จำเลยได้ตกลงแบ่งที่ดินในโฉนดกันแล้วฝ่ายละกึ่ง ที่ดินนอกโฉนด จำเลยฝ่ายเดียวครอบครองมา พิพากษาให้แบ่งที่ดินในโฉนดให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง โจทก์จำเลยอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้มีทุนทรัพย์ซึ่งพิพาทกันไม่เกินห้าพันบาทและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายฎีกาของโจทก์ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแบ่งที่พิพาททั้งนอกและในโฉนดให้โจทก์กึ่งหนึ่งโดยอ้างว่า ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันไว้ตามสัญญาหมาย จ.1
โจทก์ฎีกาโต้เถียงว่า ควรฟังคำเบิกความของนายสุขกำนัน นายเตี๊ยมผู้ใหญ่บ้าน และนายสุทธิสารวัตรกำนัน ซึ่งเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 2 รู้เห็นยินยอมในการแบ่งที่ดินตามสัญญา จ.1 นั้น เป็นการฎีกาโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกา ศาลฎีกาจะรับไว้พิจารณามิได้
ผลคำพิพากษา
พิพากษาให้ยกฎีกา ให้คืนค่าขึ้นศาล ค่าตัดสินและค่าคำบังคับ(แก่โจทก์) ค่าทนายเป็นพับ.