Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13797/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การสงเคราะห์เมื่อออกจากงานตามข้อบังคับของจำเลย ฉบับที่ 4.9 ข้อ 16 และข้อ 17 ระบุให้ผู้ปฏิบัติงานมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือน กรณีที่ผู้ได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือนถึงแก่ความตายให้จ่ายเงินสงเคราะห์ตกทอดแก่ทายาทโดยอนุโลมตามหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ดังนั้นเงินสงเคราะห์ตกทอดจะจ่ายเมื่อใดจึงขึ้นอยู่กับความตายของผู้ที่ได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือน และตัวผู้รับเป็นทายาทของผู้ที่ได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือน แต่บำเหน็จดำรงชีพตามพ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2546 มาตรา 3, 4 และ พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 47/1, 49 วรรคสอง เป็นเงินที่จ่ายให้แก่ผู้รับบำนาญเพื่อช่วยเหลือการดำรงชีพโดยจ่ายให้ครั้งเดียว เมื่อผู้รับบำนาญที่รับบำเหน็จดำรงชีพไปแล้วถึงแก่ความตาย การจ่ายบำเหน็จตกทอดแก่ทายาทให้หักเงินที่จะได้รับเท่ากับบำเหน็จดำรงชีพออกจากบำเหน็จตกทอดเสียก่อน บำเหน็จดำรงชีพจึงไม่ใช่บำเหน็จตกทอดตาม พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติสำหรับกรณีผู้ได้รับบำนาญถึงแก่ความตายให้จ่ายบำเหน็จตกทอดให้ทายาทผู้มีสิทธิตามมาตรา 48 บำเหน็จดำรงชีพจึงแตกต่างจากบำเหน็จตกทอดทั้งตัวผู้รับคือบำเหน็จดำรงชีพจ่ายให้ตัวผู้รับบำนาญเอง แต่บำเหน็จตกทอดจ่ายให้ทายาทผู้มีสิทธิหลังจากผู้ได้รับบำนาญถึงแก่ความตายแล้ว และบำเหน็จดำรงชีพเป็นการเร่งระยะเวลาที่ต้องจ่ายเงินให้เร็วขึ้นจากที่ทยอยจ่ายตามอายุขัยของผู้ได้รับบำนาญมาเป็นการจ่ายตามคำขอของผู้รับบำนาญในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นเงินสงเคราะห์ตกทอดที่จำเลยจะต้องจ่ายตามข้อบังคับของจำเลย ฉบับที่ 4.9 จึงมีหลักเกณฑ์การจ่ายโดยอนุโลมเช่นเดียวกับการจ่ายบำเหน็จตกทอด เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของจำเลย ฉบับที่ 4.9 ให้มีการจ่ายเงินในลักษณะเดียวกับการจ่ายบำเหน็จดำรงชีพตาม พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2546 คือจ่ายให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในขณะที่ยังมีชีวิต จำเลยจึงไม่มีหน้าที่จ่ายบำเหน็จดำรงชีพให้โจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายบำเหน็จดำรงชีพ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นอดีตผู้ปฏิบัติงานของจำเลย มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือน (หรือเงินบำนาญ) จากจำเลยเดือนละ 16,673.60 บาท ข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4.9 กองทุนผู้ปฏิบัติงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย ข้อ 16 ข้อ 17 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มาตรา 46 ระบุว่าเมื่อโจทก์แต่ละคนถึงแก่ความตาย จำเลยจะจ่ายเงินสงเคราะห์ตกทอดแก่ทายาทโดยอนุโลมตามหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ โจทก์ยื่นแบบแสดงเจตนาขอรับบำเหน็จดำรงชีพต่อคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงานการรถไฟแห่งประเทศไทยแล้วเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2547 คดีที่อดีตผู้ปฏิบัติงานของจำเลยฟ้องขอให้จำเลยจ่ายบำเหน็จดำรงชีพพร้อมดอกเบี้ยศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาแล้วเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2551 ตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 5061-6076/2551 ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง คำให้การ และคำแถลงรับของคู่ความพอแก่การวินิจฉัยคดีแล้ว ให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 5061-6076/2551 วินิจฉัยว่า โจทก์แต่ละคนที่แสดงเจตนาขอรับบำเหน็จดำรงชีพโดยอนุโลมตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราและวิธีการรับบำเหน็จดำรงชีพ พ.ศ.2546 แล้ว ย่อมเกิดสิทธิและหน้าที่ต่อจำเลยในการจ่ายบำเหน็จดำรงชีพ และในการจ่ายบำเหน็จดำรงชีพให้โจทก์แต่ละคนต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 47/1 วรรคหก ด้วย กล่าวคือจำเลยต้องจ่ายเงินสงเคราะห์ตกทอดแก่ทายาทของโจทก์ที่ถึงแก่ความตาย รวมทั้งการช่วยเหลืออื่นตามข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4.9 กองทุนผู้ปฏิบัติงานของการรถไฟแห่งประเทศไทยอีกประการหนึ่ง ทั้งถือว่าโจทก์ที่ยังไม่ได้แสดงเจตนาขอรับบำเหน็จดำรงชีพและโจทก์ในสำนวนคดีอื่นที่ได้ฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางขอให้บังคับจำเลยจ่ายบำเหน็จดำรงชีพและผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือนตามข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4.9 กองทุนผู้ปฏิบัติงานของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่มีสิทธิขอรับบำเหน็จดำรงชีพที่ยังไม่ได้แสดงเจตนาขอรับบำเหน็จดำรงชีพหรือยังไม่ได้ฟ้องแต่แสดงเจตนาขอรับบำเหน็จดำรงชีพ

มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 53 จึงกำหนดให้คำพิพากษาผูกพันบุคคลดังกล่าวและจำเลยด้วย พิพากษาให้จำเลยจ่ายบำเหน็จดำรงชีพแก่โจทก์แต่ละคนที่ได้แสดงเจตนาขอรับบำเหน็จดำรงชีพไว้จำนวน 15 เท่า ของเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือนที่ได้รับแต่ไม่เกิน 200,000 บาท กับให้คำพิพากษาผูกพันผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จดำรงชีพตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 47/1 และข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4.9 กองทุนผู้ปฏิบัติงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย กับจำเลย และให้คำพิพากษาสิ้นผลบังคับเมื่อโจทก์หรือผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จดำรงชีพผู้หนึ่งผู้ใดตายก่อนได้รับบำเหน็จดำรงชีพ

ดังนั้นเมื่อโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยจ่ายบำเหน็จดำรงชีพ และโจทก์แสดงเจตนาขอรับบำเหน็จดำรงชีพไว้แล้ว คำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 5061-6076/2551 จึงผูกพันโจทก์จำเลยในคดีนี้ด้วย ต้องถือตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าว พิพากษาให้จำเลยจ่ายบำเหน็จดำรงชีพแก่โจทก์ซึ่งได้แสดงเจตนาขอรับบำเหน็จดำรงชีพไว้ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 47/1 และกฎกระทรวงกำหนดอัตราและวิธีการรับบำเหน็จดำรงชีพ พ.ศ.2546 ในจำนวน 15 เท่า ของเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือนที่ได้รับแต่ไม่เกิน 200,000 บาท คำขออื่นให้ยก กับให้คำพิพากษานี้สิ้นผลบังคับเมื่อโจทก์ตายก่อนได้รับบำเหน็จดำรงชีพ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันได้ความว่าจำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ โจทก์เคยเป็นลูกจ้างผู้ปฏิบัติงานของจำเลย ครบกำหนดเกษียณอายุเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2544 และได้รับบำนาญเดือนละ 16,673.60 บาท ตลอดมา วันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2546 และพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2546 มีผลใช้บังคับ ซึ่งพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับบัญญัติให้มีการจ่าย "บำเหน็จดำรงชีพ" จำเลยจัดให้มีกองทุนสำหรับจ่ายสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มาตรา 46 และออกข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4.9 กองทุนผู้ปฏิบัติงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย

มีปัญหาวินิจฉัยว่าจำเลยต้องจ่ายบำเหน็จดำรงชีพให้โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงยุติตามที่คู่ความรับกันว่า ในการสงเคราะห์เมื่อออกจากงานตามข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4.9 กองทุนผู้ปฏิบัติงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย ข้อ 16 และข้อ 17 ระบุให้ผู้ปฏิบัติงานมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือน และในกรณีที่ผู้ได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือนถึงแก่ความตายให้กองทุนสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงานในการรถไฟแห่งประเทศไทยจ่ายเงินสงเคราะห์ตกทอดแก่ทายาทโดยอนุโลมตามหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการทุกประการ ดังนั้นเงินสงเคราะห์ตกทอดจะจ่ายเมื่อใดจึงขึ้นอยู่กับความตายของผู้ที่ได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือน

อันเป็นการทยอยจ่ายตามอายุขัยของผู้ที่ได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือน และระบุตัวผู้รับไว้ว่าเป็นทายาทของผู้ที่ได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือน แต่ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2546 มาตรา 3 บัญญัติให้เพิ่มความเป็นลักษณะ 2/1 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 ซึ่งได้เพิ่มความเป็นมาตรา 47/1 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า บำเหน็จดำรงชีพ ได้แก่ เงินที่จ่ายให้แก่ผู้รับบำนาญเพื่อช่วยเหลือการดำรงชีพโดยจ่ายให้ครั้งเดียว และวรรคสองบัญญัติให้ผู้รับบำนาญมีสิทธิขอรับบำเหน็จดำรงชีพแต่ต้องไม่เกิน 15 เท่า ของบำนาญรายเดือนที่ได้รับ กับมาตรา 4 ให้เพิ่มความเป็นวรรคสองของมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

พ.ศ.2494 ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อผู้รับบำนาญที่รับบำเหน็จดำรงชีพไปแล้วถึงแก่ความตาย การจ่ายบำเหน็จตกทอดแก่ทายาทให้หักเงินออกจากบำเหน็จตกทอดที่จะได้รับเท่ากับเงินบำเหน็จดำรงชีพเสียก่อน บำเหน็จดำรงชีพตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2546 จึงไม่ใช่บำเหน็จตกทอดตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติสำหรับกรณีผู้ได้รับบำนาญถึงแก่ความตายให้จ่ายเงินเป็นบำเหน็จตกทอดให้ทายาทผู้มีสิทธิตามมาตรา 48 เป็นจำนวน 30 เท่า ของบำนาญรายเดือน บำเหน็จดำรงชีพแตกต่างจากบำเหน็จตกทอดทั้งตัวผู้รับคือบำเหน็จดำรงชีพจ่ายให้ตัวผู้รับบำนาญเอง แต่บำเหน็จตกทอดจ่ายให้ทายาทผู้มีสิทธิหลังจากผู้ได้รับบำนาญถึงแก่ความตายแล้ว และบำเหน็จดำรงชีพเป็นการเร่งระยะเวลาที่ต้องจ่ายเงินให้เร็วขึ้นจากที่ทยอยจ่ายตามอายุขัยของผู้ได้รับบำนาญมาเป็นการจ่ายตามคำขอของผู้รับบำนาญในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งมีกำหนดระยะเวลาในการยื่นคำขอรับบำเหน็จดำรงชีพตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงกำหนดอัตราและวิธีการรับบำเหน็จดำรงชีพ

พ.ศ.2546 (ใช้บังคับในขณะโจทก์ฟ้องคดี) ดังนั้นเงินสงเคราะห์ตกทอดที่จำเลยจะต้องจ่ายตามข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4.9 จึงมีหลักเกณฑ์การจ่ายโดยอนุโลมเช่นเดียวกับการจ่ายบำเหน็จตกทอดคือจ่ายเป็นจำนวน 30 เท่า ของเงินสงเคราะห์รายเดือนให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิหลังจากผู้ปฏิบัติงานถึงแก่ความตายแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4.9 ให้มีการจ่ายเงินในลักษณะเดียวกับการจ่ายบำเหน็จดำรงชีพตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2546 คือจ่ายให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในขณะที่ยังมีชีวิต จำเลยจึงไม่มีหน้าที่จ่ายบำเหน็จดำรงชีพให้โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์ · นิยุต สุภัทรพาหิรผล · ธีระพงศ์ จิระภาค
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นายวินัย อินประสิทธิ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ร.615/2552
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ8908/2550
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ9209/2551
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกแรงงาน
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้