คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นสมุห์บัญชีทหารได้กระทำผิดหลายบทหลายกะทงต่างกรรมต่างวาระ คือเมื่อวันที่ ๒,๕,๑๖,๑๗,๒๘ มีนาคม ๒๔๗๘ จำเลยไม่กระทำตามข้อบังคับสำหรับทหารบกว่าด้วยการเงิน พ.ศ.๒๔๗๑ โดยจำเลยนำเงินออกจ่ายแล้วเหลืออยู่ จำเลยไม่นำเข้าเก็บตามข้อบังคับ กลับยักยอกเอาเป็นประโยชน์ส่วนตัวเสีย ๓,๖๐๓ บาท ๒๘ สตางค์ ขอให้ลงโทษตาม ม.๑๓๑,๓๑๔,๓๑๙,๗๐ และประมวลกฎหมายอาญาทหาร ม.๗๒
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกจำเลย ๑ ปี ตามม.๑๓๑ กะทงเดียว ให้ยกข้อหาที่ขอให้ลงโทษฐานผิดข้อบังคับการเงิน ศาลอุทธรณ์ตัดสินยืนในข้อที่ไม่ลงโทษฐานผิดข้อบังคับการเงินแต่เห็นว่าการกระทำของจำเลยต่างกรรมต่างวาระกันเป็น ๕ กะทง ให้ลงโทษจำเลยตาม ม.๑๓๑ เรียงกะทงจำคุกจำเลย ๓ ปี จำเลยฎีกาว่าศาลไม่ควรลงโทษเรียงกะทงความผิดทุกกะทงไป ส่วนโจทก์คัดค้านว่าฎีกาจำเลยขาดอายุความ ศาลฎีกาตัดสินว่าฎีกาจำเลยไม่ขาดอายุความเพราะปรากฎว่าจำเลยยื่นฎีกาภายในกำหนดอายุความ แต่จ่าศาลได้บรรทึกไว้ว่าให้จำเลยทำเสียใหม่ให้ถูกต้องโดยคืนคำฎีกานั้นให้จำเลย ส่วนฎีกาของจำเลยนั้น เห็นว่าจริงอยู่โจทก์ระบุในฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดหลายกะทงต่างกรรมต่างวาระ แต่โจทก์ก็มุ่งถึงการไม่เก็บเงินในเวลาที่ควรเก็บตามข้อบังคับว่าด้วยการเงิน ซึ่งเป็นผิดตามประมวลอาญาทหาร
ม.๓๒ ส่วนความผิดฐานยักยอกฟ้องโจทก์ไม่ได้กล่าวข้อความให้เข้าใจขัดว่า จำเลยยักยอกหลายครั้งหลายหน โจทก์กล่าวรวม ๆ ว่าจำเลยยักยอกเงินหลวง ๓,๖๐๓ บาท ๒๘ ส.ต. เท่านั้น เห็นว่าที่ศาลชั้นต้นลงโทษฐานยักยอกกะทงเดียวชอบแล้ว ส่วนข้อที่จำเลยแถลงขอให้ยกฟ้อง เห็นว่าการแถลงเกินกว่าฎีกาของจำเลยจะรับฟังมิได้
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น