Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13756/2556

พ.ศ. 2556 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองนั้น ต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้มาจากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่ได้สืบพยาน การที่ศาลหยิบยกเอาประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต มาวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้มีหนังสือเตือนจำเลยล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 20 วัน ก่อนดำเนินการบังคับชำระหนี้ตามกฎหมาย จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงเมื่อไม่ปรากฏในสำนวนคดี ศาลไม่อาจรับฟังมาวินิจฉัยข้อกฎหมายได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 332,439.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 121,308.35 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 126,805.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยชำระแก่โจทก์เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2540 จำนวน 10,091.89 บาท วันที่ 28 มิถุนายน 2545 จำนวน 1,000 บาท วันที่ 31 กรกฎาคม 2545 จำนวน 1,000 บาท และวันที่ 12 กันยายน 2545 จำนวน 1,000 บาท หักออกจากเงินจำนวนดังกล่าว ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์อนุมัติออกบัตรเครดิตวีซ่าทองให้แก่จำเลยวงเงิน 100,000 บาท จำเลยได้ใช้สิทธิและประโยชน์ของบัตรเครดิตแทนเงินสดในการซื้อสินค้าและเบิกถอนเงินล่วงหน้าจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติเรื่อยมา ต่อมาจำเลยผิดเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิต โดยใช้วงเงินเกินกำหนดและชำระหนี้แก่โจทก์เพียงบางส่วนไม่ครบถ้วนตามใบแจ้งยอดค่าใช้จ่าย อันเป็นการผิดสัญญา มียอดหนี้ค้างชำระถึงวันที่ 25 มกราคม 2546 เป็นค่าซื้อสินค้าและค่าบริการ 85,273.64 บาท เบิกถอนเงินสด 36,034.71 บาท รวมเป็นเงิน 121,308.35 บาท และดอกเบี้ย 134,507.05 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 255,815.40 บาท โดยจำเลยต้องชำระหนี้จำนวนดังกล่าวให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2546 ตามใบแจ้งยอดใช้จ่ายบัตรเครดิต

จำเลยใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายวันที่ 27 มกราคม 2540 โจทก์คิดยอดเงินถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยมียอดหนี้ค้างชำระรวมเป็นเงิน 126,805.76 บาท โจทก์มีใบแจ้งยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตให้จำเลยชำระหนี้จำนวนดังกล่าวภายในวันที่ 12 มีนาคม 2540 แต่เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่ชำระ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การวินิจฉัยข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองนั้น ต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้มาจากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ คดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่ได้สืบพยาน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 หยิบยกเอาประกาศกระทรวงการคลัง

เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ประกาศ ณ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2545 และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตมาวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้มีหนังสือเตือนจำเลยล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 20 วัน ก่อนดำเนินการบังคับชำระหนี้ตามกฎหมาย จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เนื่องจากประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงเมื่อไม่ปรากฏในสำนวนคดี ศาลไม่อาจรับฟังมาวินิจฉัยข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 126,805.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยนำเงินที่จำเลยชำระให้โจทก์ไปเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2540 จำนวน 10,091.89 บาท วันที่ 28 มิถุนายน 2545 จำนวน 1,000 บาท วันที่ 31 กรกฎาคม 2545 จำนวน 1,000 บาท และวันที่ 12 กันยายน 2545 จำนวน 1,000 บาท หักออกจากเงินจำนวนดังกล่าว ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สิริรัตน์ จันทรา · วิรุฬห์ แสงเทียน · สมยศ เข็มทอง
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายจิรพจน์ ไทยเล็ก
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายดุสิต สิทธิฤทธิ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.820/2554
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
ย198/2550
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
ย399/2550
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4759/2568

เมื่อศาลพิพากษาให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระเงิน 10,000,000 บาท แทนการให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน แม้จะถือว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่ตามคำร้องของผู้ร้องและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นการบั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2611/2562

แม้อนุญาโตตุลาการของสมาคมฝ้ายระหว่างประเทศจะมีคำชี้ขาดในวันที่ 24 กันยายน 2555 ก็ตาม แต่เมื่อกรณียังสามารถอุทธรณ์คำชี้ขาด แก้ไขข้อผิดพลาดข้อผิดหลงเล็กน้อย หรือตีความอธิบายข้อความหรือส่วนหนึ่งส่วนใดในค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6292/2561

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 42 ผู้คัดค้านในฐานะผู้ถูกบังคับตามคำชี้ขาดจึงอาจยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลชั้นต้นปฏิเสธการบังคับตาม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4304/2558

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการตอกเสาเข็มในโครงการบ้านพักอาศัยของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ติดกับอาคารพิพาทของโจทก์ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องระบุเพียงว่าจำเลยที่ 1…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13658/2557

โจทก์ให้หลักประกันเพื่อให้จำเลยที่ 2 เชื่อได้ว่าโจทก์จะปฏิบัติตามสัญญา หากโจทก์ปฏิบัติผิดสัญญาจำเลยที่ 2 จะได้รับการชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการฟ้องขับไล่ผู้เช่าและผู้อาศัยที่ไม่ยอมย้ายออกจากทรั…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้