Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1375/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ข้อความในใบตราส่ง เอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับสินค้า โจทก์จึงเป็นผู้รับใบตราส่งโดยไม่ต้องมีการสลักหลังแต่อย่างใด ทั้งในใบกำกับสินค้าหรือใบแจ้งราคาสินค้าก็มีข้อความที่บริษัทผู้ขายแจ้งมายังโจทก์ จึงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้ซื้อสินค้าตามคำฟ้องจากบริษัทผู้ขาย เมื่อผู้ขายได้รับชำระราคาสินค้าแล้วได้มีการส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งเพื่อขนส่งมามอบให้แก่โจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิในสินค้านี้ เมื่อสินค้าได้รับความเสียหายในระหว่างการขนส่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายของสินค้าจากผู้ขนส่งโดยไม่ต้องพิจารณาว่าโจทก์จะได้จ่ายเงินค่าสินค้าหรือไม่ ขณะที่เรือ ฮ. เดินทางอยู่ในทะเลจีนใต้จากไต้หวันมายังประเทศไทยปรากฏว่าท้องทะเลมีลมแรงจัด ความเร็วลมประมาณ 27 ถึง 44 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทะเลมีคลื่นจัดมาก ความสูงของคลื่นเฉลี่ยประมาณ 5 เมตร ซึ่งลักษณะเช่นนั้นเป็นเหตุตามธรรมชาติในท้องทะเลอยู่แล้ว ยังไม่ถึงกับเป็นเรื่องเกินความคาดหมาย และยังอยู่ในวิสัยที่ยังเดินเรือได้ ประกอบกับความเสียหายของสินค้าทั้งหมดเกิดขึ้นจากการที่มีน้ำทะเลเข้าไปในระวางที่เก็บสินค้า มิได้เกิดจากการบุบงอโดยการกระแทกกันของสินค้าเนื่องจากการโคลงตัวอย่างรุนแรงของเรือ แม้สภาพของท้องทะเลที่มีคลื่นจัดและมีน้ำทะเลซัดขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือตลอดเวลา แต่สภาวะเช่นนี้ผู้ประกอบวิชาชีพในการเดินเรือย่อมพึงคาดหมายได้และย่อมต้องเตรียมการป้องกันมิให้น้ำทะเลเข้าไปทำให้เกิดความเสียหายแก่สินค้าในระวางเรือได้ ทั้งหลังสภาพอากาศดังกล่าวผ่านพ้นไปแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่ามีชิ้นส่วนหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของเรือ ฮ. ได้รับความเสียหายจากสภาพแห่งท้องทะเลเช่นว่านั้น จึงเชื่อได้ว่าความเสียหายของสินค้าที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากผู้ขนส่งมิได้ใช้ความระมัดระวังเพื่อป้องกันมิให้น้ำทะเลเข้าไปในระวางที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่สินค้าที่ตนรับขนส่งได้ดีเพียงพอสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพรับขนสินค้า พยานหลักฐานของผู้ขนส่งยังไม่เพียงพอพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าความเสียหายของสินค้าเกิดจากภยันตรายหรืออุบัติเหตุแห่งท้องทะเลตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 52 (2) ผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าดังกล่าว พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 ให้จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งสำหรับสินค้าที่รับขนส่งเสียหายไว้เพียง 10,000 บาท ต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง หรือกิโลกรัมละ 30 บาท ต่อน้ำหนักสุทธิแห่งสินค้านั้น แล้วแต่เงินจำนวนใดจะมากกว่า เมื่อสินค้าที่เสียหายจำนวน 112 หีบห่อ ซึ่งตามรายงานการสำรวจความเสียหายระบุว่ามีน้ำหนักรวม 178,795 กิโลกรัม แต่สินค้า 1 หีบห่อ ที่เสียหายเป็นส่วนที่จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิด จึงต้องนำไปหักออก ซึ่งสินค้าดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าตามใบกำกับสินค้าเลขที่ ดีที 3/99 ที่มีสินค้ารวม 65 หีบห่อ น้ำหนักรวม 98,795 กิโลกรัม ราคารวม 130,252.28 ดอลลาร์สหรัฐ ดังนี้ สินค้า 1 หีบห่อดังกล่าว คิดเป็นน้ำหนัก 1,515 กิโลกรัม และมีราคา 2,003.88 ดอลลาร์สหรัฐ สินค้าที่เสียหายจำนวน 111 หีบห่อ จึงมีน้ำหนักสุทธิรวม 176,980 กิโลกรัม เมื่อคำนวณจำนวนจำกัดความรับผิดตามหน่วยการขนส่ง 111 หีบห่อ จะเป็นเพียง 1,110,000 บาท แต่คำนวณตามน้ำหนักสุทธิของสินค้า 176,980 กิโลกรัม จะเป็นเงิน 5,309,400 บาท ซึ่งมากกว่า จึงต้องถือจำนวน 5,309,400 บาท เป็นจำนวนจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 18 พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 52 พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการรับขนส่งสินค้าให้กับโจทก์เป็นจำนวน 5,132,436.89 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 3,839,421.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 3,839,421.73 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับโจทก์ให้เป็นพับ โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2542 โจทก์ได้สั่งบริษัทโดล (ญี่ปุ่น) จำกัด ให้สั่งซื้อสินค้าแผ่นเหล็กเคลือบดีบุกจากบริษัทคาสเทิล แอนด์ คุก เวิล์ดวายด์ จำกัด ผู้ขายในเมืองฮ่องกง จำนวน 307 หีบห่อ น้ำหนักรวม 519,933 กิโลกรัม ราคาสินค้ารวมค่าขนส่งเป็นเงิน 491,195.08 ดอลลาร์สหรัฐ สินค้าดังกล่าวถูกขนส่งโดยเรือเดินทะเลชื่อเฮอร์มอดของจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งจากเมืองท่าประเทศญี่ปุ่นมายังกรุงเทพมหานคร เรือเฮอร์มอดเดินทางมาถึงท่าเรือกรุงเทพเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2542 สินค้าถูกขนถ่ายลงเรือลำเลียงแล้วถูกนำขึ้นรถยนต์บรรทุกไปเก็บไว้ที่โรงงานของโจทก์ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้มีการสำรวจความเสียหายของสินค้าบนเรือเฮอร์มอดและที่โรงงานของโจทก์ปรากฏว่าสินค้าได้รับความเสียหายจำนวน 112 หีบห่อ คิดเป็นเงินจำนวน 173,013.27 ดอลลาห์สหรัฐ ต่อมาโจทก์ได้ประมูลขายสินค้าที่เสียหายจำนวน 112 หีบห่อ ไปได้เงินจำนวน 2,556,048.40 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์สั่งซื้อสินค้าตามคำฟ้องจากบริษัทคาสเทิล แอนด์ คุก เวิล์ดวาย จำกัด ที่เมืองฮ่องกง โดยมอบหมายให้บริษัทโดล (ญี่ปุ่น) จำกัด ดำเนินการให้และบริษัทผู้ขายได้รับเงินค่าสินค้าแล้ว จึงออกใบกำกับสินค้าหรือใบแจ้งราคาสินค้า (INVOICE) ไปให้แก่บริษัทโดล (ญี่ปุ่น) จำกัด เมื่อบริษัทโดล (ญี่ปุ่น) จำกัด นำสินค้าบรรทุกลงเรือเฮอร์มอดเพื่อส่งให้แก่โจทก์ที่ท่าเรือกรุงเทพแล้ว บริษัทโดล (ญี่ปุ่น) จำกัด ได้ส่งใบตราส่ง เอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 กับใบกำกับสินค้าหรือใบแจ้งราคาสินค้ามาให้แก่โจทก์ ซึ่งข้อความในใบตราส่งเอกสารหมาย จ.4 และ

จ.5 ก็ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับสินค้า โจทก์จึงเป็นผู้รับใบตราส่งโดยไม่ต้องมีการสลักหลังแต่อย่างใด และในใบกำกับสินค้าหรือใบแจ้งราคาสินค้าเอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.10 ก็มีข้อความที่บริษัทผู้ขายแจ้งมายังโจทก์ จึงฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้สั่งซื้อสินค้าตามคำฟ้องจากบริษัทผู้ขายที่เมืองฮ่องกงโดยตรง เมื่อผู้ขายได้รับชำระราคาสินค้าแล้วได้มีการส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งเพื่อขนส่งมามอบให้แก่โจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิในสินค้านี้ เมื่อสินค้าได้รับความเสียหายในระหว่างการขนส่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายของสินค้าจากผู้ขนส่งได้ โดยไม่ต้องพิจารณาว่าโจทก์จะได้จ่ายเงินค่าสินค้าไปแล้วหรือไม่ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี่ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดเพราะความเสียหายของสินค้าจำนวน 111 หีบห่อนั้น เกิดจากภยันตรายหรืออุบัติเหตุแห่งท้องทะเลที่ใช้เดินเรือหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ว่า ในช่วงตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2542 เวลา 14 นาฬิกา ถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2542 เวลา 16 นาฬิกา ขณะที่เรือเฮอร์มอดเดินทางอยู่ในทะเลจีนใต้จากไต้หวันมายังประเทศไทยท้องทะเลมีลมแรงจัด ความเร็วลมประมาณ 27 ถึง 44 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทะเลมีคลื่นจัดมาก ความสูงของคลื่นโดยเฉลี่ยประมาณ 5 เมตร ตามข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยาได้กล่าวถึงพายุในระดับแรก คือ พายุดีเปรสชัน ซึ่งมีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางไม่เกิน 33 นอต หรือ 61 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และตามแผนที่อากาศและลักษณะอากาศและพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา

ประจำวันที่ 5 และ 6 กุมภาพันธ์ 2542 ซึ่งประกาศเมื่อเวลา 12 นาฬิกาของแต่ละวันว่า ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมทะเลจีนไต้ตอนล่างและอ่าวไทยมีกำลังแรง ลักษณะเช่นนี้จะทำให้คลื่นลมในบริเวณดังกล่าวมีกำลังแรง ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและตามหนังสือคัดค้านของนายเรือเฮอร์มอดก็บันทึกไว้ว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวเรือได้ประสบกับอากาศรุนแรง ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดลมแรง และพายุคลื่นลมจัด ทำให้เรือโคลงตัวอย่างรุนแรง มีน้ำทะเลซัดขึ้นมาและข้ามดาดฟ้าเรืออยู่ตลอดเวลาก็ตาม แต่ลักษณะที่ท้องทะเลมีลมแรงและมีคลื่นสูงนั้นเป็นเหตุตามธรรมชาติในท้องทะเลอยู่แล้ว ทั้งการที่ลมมีความเร็วประมาณ 27 ถึง 44 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และคลื่นสูงเฉลี่ย 5 เมตร

ก็ยังไม่ถึงกับเป็นเรื่องเกินความคาดหมาย และยังอยู่ในวิสัยที่ยังเดินเรือได้ ดังจะเห็นได้จากการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาก็มิได้ห้ามมิให้เดินเรือในสภาพท้องทะเลดังกล่าว เพียงเตือนให้ใช้ความระมัดระวังในการเดินเรือเท่านั้น นอกจากนี้ยังปรากฏว่าความเสียหายของสินค้าทั้งหมดเกิดขึ้นจากการที่มีน้ำทะเลเข้าไปในระวางที่เก็บสินค้า มิได้เกิดจากการบุบงอโดยการกระแทกกันของสินค้าเนื่องจากการโคลงตัวอย่างรุนแรงของเรือ แม้สภาพของท้องทะเลที่มีคลื่นจัดและมีน้ำทะเลซัดขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือตลอดเวลา แต่เมื่อสภาวะเช่นนี้ผู้ประกอบวิชาชีพในการเดินเรือย่อมพึงคาดหมายได้และย่อมต้องเตรียมการป้องกันมิให้น้ำทะเลเข้าไปทำให้เกิดความเสียหายแก่สินค้าในระวางเรือได้

ทั้งหลังสภาพอากาศดังกล่าวผ่านพ้นไปแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่ามีชิ้นส่วนหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของเรือเฮอร์มอดได้รับความเสียหายจากสภาพแห่งท้องทะเลเช่นว่านั้น แม้แต่ฝาครอบระวางเรือ จึงเชื่อได้ว่าความเสียหายของสินค้าที่เกิดขึ้นนี้เกิดจากผู้ขนส่งมิได้ใช้ความระมัดระวังเพื่อป้องกันมิให้น้ำทะเลเข้าไปในระวางที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่สินค้าที่ตนรับขนส่งได้ดีเพียงพอสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพรับขนส่งสินค้า พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ยังไม่เพียงพอพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าความเสียหายของสินค้าทั้ง 111 หีบห่อ เกิดจากภยันตรายหรืออุบัติเหตุแห่งท้องทะเล จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าจำนวน 111 หีบห่อ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายเพียงใด ปัญหานี้ในส่วนที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง ถูกจำกัดไว้เพียง 10,000 บาท ต่อหนึ่งหน่วยการขนส่งหรือกิโลกรัมละ 30 บาท ต่อน้ำหนักสุทธิแห่งสินค้านั้น ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 ให้จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งสำหรับสินค้าที่รับขนส่งเสียหายไว้เพียง 10,000 บาท ต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง หรือกิโลกรัมละ 30 บาท ต่อน้ำหนักสุทธิแห่งสินค้านั้น แล้วแต่เงินจำนวนใดจะมากกว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่าสินค้าที่เสียหายจำนวน 112 หีบห่อ ซึ่งตามรายงานการสำรวจความเสียหายเอกสารหมาย

จ.15 ระบุว่ามีน้ำหนักรวม 178,495 กิโลกรัม แต่สินค้า 1 หีบห่อ ที่เสียหายเป็นส่วนที่จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดดังวินิจฉัยมาแล้ว จึงต้องนำไปหักออก ซึ่งสินค้า 1 หีบห่อ ดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของสินค้าตามใบกำกับสินค้าเลขที่ ดีที 3/99 ตามเอกสารหมาย จ.6 ที่มีสินค้ารวม 65 หีบห่อ น้ำหนักรวม 98,475 กิโลกรัม ราคารวม 130,252.28 ดอลลาร์สหรัฐ ดังนี้สินค้า 1 หีบห่อ ดังกล่าวจึงคิดเป็นน้ำหนัก 1,515 กิโลกรัม และมีราคา 2,003.88 ดอลลาร์สหรัฐ สินค้าที่เสียหายจำนวน 111 หีบห่อ จึงมีน้ำหนักสุทธิรวม 176,980 กิโลกรัม เมื่อคำนวณจำนวนจำกัดความรับผิดตามหน่วยการขนส่ง 111 หีบห่อ จะเป็นเงิน 1,110,000 บาท แต่คำนวณตามน้ำหนักสุทธิของสินค้า 176,980 กิโลกรัม

จะเป็นเงิน 5,309,400 บาท ซึ่งมากกว่า จึงต้องถือจำนวน 5,309,400 บาท เป็นจำนวนจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ส่วนจำนวนความเสียหายของสินค้านั้น สินค้าที่เสียหายจำนวน 111 หีบห่อ เป็นส่วนหนึ่งของสินค้าที่เสียหาย 112 หีบห่อ ซึ่งสินค้า 112 หีบห่อ ราคาเบื้องต้นที่คิดตามใบกำกับสินค้าประกอบกับรายงานการสำรวจความเสียหายครั้งสุดท้ายเป็นเงินรวม 173,013.20 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ต้องหักราคาสินค้าที่เสียหาย 1 หีบห่อ ราคา 2,003.88 ดอลลาร์สหรัฐ ที่จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดออก ซึ่งเมื่อนำไปหักออกจากราคาสินค้า 112 หีบห่อแล้ว สินค้า 111 หีบห่อ ย่อมมีราคาเบื้องต้น 171,009.32 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยในอัตราแลกเปลี่ยนที่คู่ความไม่โต้แย้งกัน 1 ดอลลาร์สหรัฐ

เท่ากับ 36.9652 บาท แล้ว เป็นเงินไทยจำนวน 6,321,393.71 บาท ซึ่งสูงกว่าจำนวนจำกัดความรับผิดจำนวน 5,309,400 บาท ดังที่ได้วินิจฉัยไว้แล้ว แต่ปรากฏว่ามีการประมูลขายซากสินค้าที่เสียหายแล้วนำเงินที่ขายซากสินค้าได้มาหักออกจำนวนค่าเสียหายตามราคาสินค้าเบื้องต้น โดยค่าซากสินค้า 112 หีบห่อ เป็นเงิน 2,556,048.40 บา หักค่าซากสินค้า 1 หีบห่อ ที่มีน้ำหนัก 1,515 กิโลกรัม และขายซากสินค้าในราคากิโลกรัมละ 14.32 บาท เป็นเงิน 21,694.80 บาท คงเหลือเป็นค่าซากสินค้า 111 หีบห่อ เป็นเงิน 2,534,353.60 บาท จึงมีผลให้จำนวนค่าเสียหายสุทธิเหลือเพียง 3,787,040.11 บาท ซึ่งต่ำกว่าจำนวนเงินจำกัดความรับผิดดังกล่าวแล้ว สรุปแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นค่าสินค้าที่เสียหาย 111 หีบห่อ หักเงินได้จากค่าขายซากสินค้า 111 หีบห่อ ออกแล้ว เป็นเงินจำนวน 3,787,040.11 บาท กับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อีกเป็นเงิน 1,035,136.14 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 4,822,176.25 บาท ซึ่งยังต่ำกว่าจำนวนจำกัดความรับผิดดังกล่าวมาข้างต้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 4,822,176.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันนัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย · บุญรอด ตันประเสริฐ · ฐานันท์ วรรณโกวิท
ศาลล่าง
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นายนิพนธ์ พิชยพาณิชย์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ทก.(ค)230/2544
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 69/2556

การที่สินค้าสูญหายไปจากตู้สินค้าโดยมีการนำถุงทรายมาแทนที่นั้นเป็นไปเพื่อเจตนาลวงว่าสินค้ายังอยู่ครบถ้วนในตู้สินค้าระหว่างขนส่งด้วยเหตุที่สินค้าที่สูญหายไปมีน้ำหนักถึง 3,243.20 กิโลกรัม และการที่ดวงตรา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4581/2552

พายุที่เกิดขึ้นเป็นประจำในทะเลจีนใต้และมิใช่พายุที่มีความรุนแรงมิอาจคาดหมาย ทั้งก่อนออกเรือนายเรือก็ทราบข่าวพยากรณ์อากาศว่าจะเกิดคลื่นลมแรง นายเรือยังอาจหลีกเลี่ยงไม่ไปเผชิญกับพายุโดยหยุดเรือรอจนกว่าค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3215/2552

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ตกลงกับจำเลยที่ 1 ที่จะทำการขนส่งและรับทำการขนส่งสินค้าแทนจำเลยที่ 1 ตลอดเส้นทางจากท่าเรือสิงคโปร์มายังท่าเรือกรุงเทพ จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ขนส่งอื่น ซึ่งต้องร่วมรับผิดในความสูญหายของ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1413/2549

แม้ตามใบกำกับสินค้าจะมีข้อความระบุราคาเป็นราคา FOB ก็ตาม แต่กลับปรากฏข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคู่สัญญาว่า ผู้ซื้อไม่ได้มีหน้าที่ว่าจ้างผู้ขนส่งให้นำเรือไปรับสินค้าจากผู้ขาย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 827/2548

ผู้ซื้อและผู้ขายตามสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศตกลงซื้อขายกันตามเงื่อนไข INCOTERMS แบบ EX WORKS ผู้ขายจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบสินค้าที่หน้าโรงงานของผู้ขาย ส่วนผู้ซื้อมีหน้าที่ว่าจ้างผู้ขนส่งไปรับสินค…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้