Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13705/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ร. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฟ. จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนในฐานะส่วนตัว โดยไม่ปรากฏว่า ร. ได้บอกกล่าวทายาทของ ฟ. ทุกคนว่า ไม่มีเจตนายึดถือทรัพย์แทนทายาททุกคนต่อไปมาเป็นการครอบครองในฐานะส่วนตัวโดยเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว ย่อมถือได้ว่า ร. ครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของ ฟ. แทนทายาทอื่นและเป็นตัวแทนของบรรดาทายาทในการแบ่งปันทรัพย์มรดกจนกระทั่ง ร. ถึงแก่ความตาย เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ครอบครองที่ดินพิพาทต่อมาจาก ร. ก็ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทของ ฟ. เช่นเดียวกัน ประกอบกับที่ดินของ ฟ. อีกแปลงหนึ่ง ไม่ปรากฏว่าได้มีการแบ่งปันแก่ทายาทแล้ว แสดงว่าทรัพย์มรดกของ ฟ. ยังจะต้องมีการแบ่งปันแก่ทายาท การจัดการมรดกของ ฟ. ยังไม่เสร็จสิ้น อายุความที่ห้ามมิให้ทายาทฟ้องภายในห้าปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงจึงยังไม่เริ่มนับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง ดังนั้น โจทก์ในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาทย่อมมีสิทธิติดตามเอาที่ดินพิพาทคืนเพื่อนำมาแบ่งปันแก่ทายาทได้ คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 241 ตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นมรดกของนายฟื้น ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันเพิกถอนการทำนิติกรรมและจดทะเบียนสิทธิประเภทรับมรดกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 241 ตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2533 จากชื่อนางระเบียบเป็นชื่อนายฟื้น หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้จำเลยที่ 5 ไปดำเนินการเพิกถอนบันทึกการจดทะเบียนข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมการจดทะเบียนสิทธิดังกล่าวในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.)

เลขที่ 241 ตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างนางระเบียบกับจำเลยที่ 5 ฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม 2533 และรายการจดทะเบียนด้านหลังหนังสือรับรองการทำประโยชน์ฉบับดังกล่าวเสีย หากจำเลยที่ 5 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันเพิกถอนการทำนิติกรรมและจดทะเบียนสิทธิที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 241 ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2533 จากชื่อนางระเบียบเป็นชื่อนายฟื้น หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กับให้จำเลยที่ 5 ไปดำเนินการเพิกถอนบันทึกการจดทะเบียนข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมการจดทะเบียนสิทธิดังกล่าวในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 241 ระหว่างนางระเบียบกับจำเลยที่ 5 ฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม 2533 และรายการจดทะเบียนด้านหลังหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวเสีย หากจำเลยที่ 5 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 5 ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 5 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นที่คู่ความรับกันฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2522 นายฟื้นถึงแก่ความตาย ขณะที่นายฟื้นถึงแก่ความตาย นายฟื้นมีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 241 และ 242 เนื้อที่ 22 ไร่ 27 ตารางวา และ 8 ไร่ 1 งาน 43 ตารางวา นายฟื้นมีทายาทโดยธรรมซึ่งมีสิทธิได้รับมรดก 3 คน คือนางระเบียบ มารดาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 นายเงินและนางสาวปรีดา ต่อมานางระเบียบยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ศาลมีคำสั่งตั้งนางระเบียบเป็นผู้จัดการมรดกของนายฟื้น เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2533 นางระเบียบจดทะเบียนขอรับมรดกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.)

เลขที่ 241 อันเป็นที่ดินพิพาทคดีนี้ มาเป็นชื่อของนางระเบียบในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฟื้น แล้วจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นชื่อนางระเบียบในฐานะส่วนตัว จากนั้นนางระเบียบจดทะเบียนให้จำเลยที่ 5 ถือกรรมสิทธิ์รวม 1600 ส่วนในที่ดินพิพาท เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2534 นางระเบียบถึงแก่ความตาย ต่อมาเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2551 โจทก์ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายฟื้น ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายฟื้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า ก่อนนายฟื้นเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย นายฟื้นมีทรัพย์มรดกที่ดิน 2 แปลง คือที่ดินพิพาทและที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 242 เมื่อนายฟื้นถึงแก่ความตายที่ดินทั้งสองแปลงย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทั้งสามคน โดยทุกคนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกันในที่ดินทั้งสองแปลง ต่อมานางระเบียบยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก และศาลมีคำสั่งตั้งนางระเบียบเป็นผู้จัดการมรดกของนายฟื้น โดยคำสั่งศาลระบุว่านายฟื้นมีมรดกเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) รวม 2 แปลง น่าเชื่อว่าที่ดินที่ระบุไว้ในคำสั่งศาลนั้น

คือที่ดินพิพาทและที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 242 แสดงว่านางระเบียบย่อมจะต้องทราบดีว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายฟื้นที่จะต้องนำมาแบ่งปันแก่ทายาท แต่นางระเบียบในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนขอรับมรดกที่ดินพิพาทมาเป็นชื่อของนางระเบียบในฐานะผู้จัดการมรดก แล้วจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นชื่อของนางระเบียบในฐานะส่วนตัว ทั้งไม่ปรากฏว่านางระเบียบได้บอกกล่าวแก่ทายาทของนายฟื้นทุกคนว่า ไม่มีเจตนายึดถือทรัพย์แทนทายาททุกคนต่อไปมาเป็นการครอบครองในฐานะส่วนตัว โดยเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว ย่อมถือได้ว่านางระเบียบครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของนายฟื้นแทนทายาทอื่น และเป็นตัวแทนของบรรดาทายาทในการแบ่งปันมรดกจนกระทั่งนางระเบียบถึงแก่ความตาย

เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นทายาทของนางระเบียบครอบครองที่ดินพิพาทต่อมาจากนางระเบียบ ก็ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทของนายฟื้นเช่นเดียวกัน ประกอบกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 242 อันเป็นทรัพย์มรดกของนายฟื้นอีกแปลงหนึ่งไม่ปรากฏว่าได้มีการแบ่งปันแก่ทายาทแล้ว โดยโจทก์เบิกความว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 242 ยังมีชื่อนายฟื้นเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ดังนั้น ทรัพย์มรดกของนายฟื้นยังจะต้องมีการแบ่งปันแก่ทายาท การจัดการมรดกของนายฟื้นจึงยังไม่เสร็จสิ้น อายุความจึงยังไม่เริ่มนับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง โจทก์ในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาทย่อมมีสิทธิติดตามเอาที่ดินพิพาทคืนเพื่อนำมาแบ่งปันแก่ทายาทได้ คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ · สมยศ เข็มทอง · ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี - นายจงจิต เพชรจันทร์กัน
ศาลอุทธรณ์ - นายจรัส วงศ์ตระกูล
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.852/2557
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ402/2553
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ528/2554
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4268/2562

จำเลยที่ 1 และ ก. อยู่กินฉันสามีภริยากันมาตั้งแต่ปี 2496 ภายหลังพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช 2477 โดยมิได้จดทะเบียนสมรส แต่จำเลยที่ 1 ได้เข้าครอบครองทำป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2159/2562

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 233 สิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้จะใช้แทนลูกหนี้เพื่อป้องกันสิทธิของตนในมูลหนี้ในกรณีที่ลูกหนี้ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องหรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้อง อันเป็นเหตุให้เจ้าหนี้เสียประโย…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2562 (เลขอ้างอิง 634570)

คดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกทรัพย์มรดกของ ข. พ้นกำหนด 10 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 แต่ข้อนี้จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกทรัพย์…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2239/2559

ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง บัญญัติว่า "คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกนั้น มิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง" เห็นว่า แม้บทบัญญัติดังกล่าวจะเป็นบทจำกัดอายุความฟ้องร้องเป็นกรณีพิเศษ ให้ท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10692/2558

คดีจัดการมรดกกับคดีมรดกเป็นคดีคนละประเภทกัน กฎหมายบัญญัติแยกไว้คนละส่วนและให้อยู่ในบังคับการฟ้องร้องคนละมาตรา อายุความฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกมีอายุความห้าปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง ส่วนคดี…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้