Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 137/2522

พ.ศ. 2522 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ผู้ร้องค้ำประกันลูกหนี้ตามคำพิพากษาชั้นทุเลาการบังคับคดีระหว่างลูกหนี้อุทธรณ์ซึ่งตามสัญญามีผลจนคดีถึงที่สุด โดยนำโฉนดมาวางประกัน ชั้นฎีกาถือหลักประกันเดิม ระหว่างฎีกาโจทก์จำเลยยอมความกันแบ่งชำระหนี้ 18 งวด มีผู้อื่นเข้าค้ำประกันอีกด้วย สัญญาข้อ 8 ยอมคืนโฉนดต่อเมื่อลูกหนี้ชำระหนี้งวดที่ 7 แล้ว เมื่อปรากฏว่าจำเลยยังไม่ได้ชำระเงินงวดที่ 7 และเนื่องจากโจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยฝ่ายเดียว จำเลยไม่มีสิทธิที่จะสละและไม่ได้สิทธิอะไรจากสัญญา กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 หนี้เดิมจึงยังคงมีอยู่ดังนี้ ผู้ร้องในฐานะผู้ค้ำประกันจึงยังต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน เหตุที่โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยมีผู้ค้ำประกันตามสัญญาดังกล่าวอีก ไม่มีผลทำให้ความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเปลี่ยนแปลงไป

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้เนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ในฐานะลูกหนี้ จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ในฐานะผู้ค้ำประกันและจำนอง ร่วมกันชำระเงินตามสัญญารับสภาพหนี้ และตามตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมด้วยดอกเบี้ย หากไม่ชำระก็ให้ยึดทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระให้โจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี ศาลอุทธรณ์สั่งว่า ถ้าจำเลยทั้งสามหาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษามาให้เป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด โดยให้พิจารณารวมกับหลักทรัพย์ที่จำเลยจำนองไว้กับโจทก์ และที่ศาลชั้นต้นบังคับคดีชั่วคราวไว้ ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดีในระหว่างอุทธรณ์ ผู้ร้องทั้งสองยอมตนเข้าร่วมค้ำประกันชำระหนี้ดังกล่าวโดยนำโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๙๖๖๒ มาเป็นหลักประกันโดยมอบโฉนดดังกล่าวให้ยึดถือไว้และทำสัญญาค้ำประกันไว้ว่า เมื่อคดีถึงที่สุดโดยจำเลยแพ้คดีโจทก์ และจำเลยไม่นำเงินมาชำระให้โจทก์ตามคำพิพากษาเป็นจำนวนทั้งสิ้นเท่าใด ผู้ร้องทั้งสองยอมให้บังคับคดีเอาจากที่ดินซึ่งผู้ร้องทั้งสองนำมาวางเป็นประกันต่อศาลในทันที

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะการชำระเงินตามสัญญารับสภาพหนี้ โจทก์และจำเลยทั้งสามฎีกา จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีระหว่างฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งว่า อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างฎีกา โดยถือหลักประกันเดิมที่ทำไว้ในชั้นอุทธรณ์ซึ่งยังมีผลบังคับอยู่ ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยทั้งสามยอมร่วมกันชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงินเจ็ดล้านบาทเศษ โดยชำระทันที ๕๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือขอผ่อน ๑๘ งวด โจทก์จำเลยตกลงกำหนดไว้ในสัญญายอมข้อ ๘ ว่า เมื่อชำระหนี้งวดที่ ๗ แล้ว โจทก์ยอมให้ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๖๖๒ หลุดพ้นจากการค้ำประกันในการบังคับคดี โจทก์จำเลยตกลงให้นายเลอพงษ์เป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญายอม โดยผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และยอมให้บังคับคดีเอาจากทรัพย์สินของผู้ค้ำประกันได้จนสิ้นเชิง

ศาลฎีกาพิพากษาบังคับคดีตามยอม ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า โจทก์และจำเลยตกลงทำยอมกัน และศาลได้พิพากษาไปตามสัญญายอมแล้ว และได้มีบุคคลอื่นเข้ามาเป็นผู้ค้ำประกันแล้ว ผู้ร้องมิได้ตกลงและมิได้เข้าค้ำประกันในสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ด้วย สัญญาค้ำประกันที่ผู้ร้องทำไว้ต่อศาลในการทุเลาการบังคับคดีย่อมสิ้นสุดไป ผู้ร้องจึงหลุดพ้นจากความรับผิด ผู้ร้องจึงขอถอนสัญญาประกันและขอรับโฉนดของผู้ร้องคืน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคืนโฉนดให้ผู้ร้องไม่ได้ เพราะตามสัญญาประกันผู้ร้องสัญญาจะค้ำประกันจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้คืนโฉนดเลขที่ ๑๙๖๖๒ ให้แก่ผู้ร้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาค้ำประกันที่ผู้ร้องทั้งสองทำไว้ในชั้นศาลอุทธรณ์ซึ่งมีผลบังคับถึงชั้นฎีกานั้น ในกรณีที่จำเลยได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โดยการผ่อนเวลาชำระหนี้ให้จำเลยเป็นงวด ๆ เป็นข้อตกลงกันในการบังคับคดี เมื่อสัญญายอมข้อ ๘ มีว่า เมื่อจำเลยชำระหนี้งวดที่ ๗ แล้ว โจทก์จึงยอมให้ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๖๖๒ หลุดพ้นจากการค้ำประกันการบังคับคดี และปรากฏจากคำแถลงของโจทก์ว่า จำเลยยังไม่ได้ชำระเงินงวดที่ ๗ ให้โจทก์ เช่นนี้ กรณีก็ต้องเป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ กล่าวคือ ผู้ร้องจึงยังไม่พ้นไปซึ่งความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันประการหนึ่ง และโดยเหตุที่มูลคดีเรื่องนี้เป็นเรื่องที่โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยฝ่ายเดียว

จำเลยหาได้มีสิทธิเรียกร้องใด ๆ ต่อโจทก์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะสละได้ทั้งไม่ได้สิทธิอะไรจากสัญญานั้น กรณีจึงไม่ได้เป็นไปตามมาตรา ๘๕๒ อีกประการหนึ่งเทียบตามนัยแห่งคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๒๕/๒๕๒๑ เหตุนี้เห็นว่าหนี้เดิมยังคงมีอยู่ ผู้ร้องในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่ได้ทำไว้ต่อศาล และเหตุที่โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยมีผู้ค้ำประกันตามสัญญายอมอีก หามีผลทำให้ความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่ผู้ร้องได้ทำไว้เปลี่ยนแปลงไปไม่

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ขจร หะวานนท์ · พิสัณห์ ลีตเวทย์ · จรัญ สำเร็จประสงค์
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายกุศล บุญยืน
ศาลอุทธรณ์ - นายสุไพศาล วิบุลศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้