Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1369/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จะฟังว่า จำเลยทั้งสามเป็นคนร้ายกระทำความผิดด้วยหรือไม่ต้อง อาศัยจากพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสามเท่านั้นว่าเป็นพิรุธเพียงไร มีส่วนเกี่ยวข้องกับกัญชาของกลางอย่างไร และข้อเท็จจริงเป็นดัง ที่โจทก์นำสืบหรือไม่ ทั้งนี้เพราะโดย เหตุผลตาม ธรรมดาแล้ว การที่บุคคลใด บุคคลหนึ่งนั่งไปในรถยนต์ คันเดียวกันกับผู้ที่กระทำความผิด โดยเฉพาะ ความผิดเกี่ยวกับการมีสิ่งของผิดกฎหมายไว้ในครอบครองโดย ไม่ได้รับอนุญาตนั้น ไม่เป็นเหตุผลที่จะให้ฟังเป็นยุติว่าจะต้อง ร่วมกระทำความผิดในความผิดฐาน นั้นไปด้วย.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

การที่จะฟังว่า จำเลยทั้งสามเป็นคนร้ายกระทำความผิดด้วยหรือไม่ต้อง อาศัยจากพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสามเท่านั้นว่าเป็นพิรุธเพียงไร มีส่วนเกี่ยวข้องกับกัญชาของกลางอย่างไร และข้อเท็จจริงเป็นดัง ที่โจทก์นำสืบหรือไม่ ทั้งนี้เพราะโดย เหตุผลตาม ธรรมดาแล้ว การที่บุคคลใด บุคคลหนึ่งนั่งไปในรถยนต์ คันเดียวกันกับผู้ที่กระทำความผิด โดยเฉพาะ ความผิดเกี่ยวกับการมีสิ่งของผิดกฎหมายไว้ในครอบครองโดย ไม่ได้รับอนุญาตนั้น ไม่เป็นเหตุผลที่จะให้ฟังเป็นยุติว่าจะต้อง ร่วมกระทำความผิดในความผิดฐาน นั้นไปด้วย.

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2530 เวลากลางวันจำเลยทั้งสามกับพวกอีก 2 คน ซึ่งหลบหนีไปร่วมกันมีกัญชาแห้ง จำนวน 4 ถุงหนัก 4 กิโลกรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตเหตุเกิดที่แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสามได้พร้อมด้วยกัญชาดังกล่าวกับกระเป๋าผ้าขนาดใหญ่2 ใบ ซึ่งใช้ซุกซ่อนกัญชาและรถยนต์กระบะยี่ห้อมาสด้าป้ายทะเบียนสีแดง หมายเลข ก-0055 กรุงเทพมหานคร อันเป็นยานพาหนะซึ่งใช้บรรทุกกัญชาดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 26, 76, 102พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2528 มาตรา 4, 8ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2522)

เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 ลงวันที่ 17 กันยายน 2522 ข้อ 4 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 32, 33 ริบของกลางทั้งหมดจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26, 76 วรรคสองพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2528 มาตรา 4, 8ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 2 ปี ข้อหาสำหรับจำเลยที่ 2ที่ 3 ให้ยกฟ้อง ของกลางทั้งหมดให้ริบโจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 เสียด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาโดยอธิบดีกรมอัยการรับรองว่ามีเหตุอันควรที่ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งกันเป็นอย่างอื่นฟังได้ว่า วันเกิดเหตุจำเลยทั้งสามได้นั่งมาในรถยนต์กระบะของกลางพร้อมกับชายอีก 2 คนที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องโดยหนึ่งในสองคนนั้นเป็นคนขับ เวลา 13นาฬิกาเศษ คนขับได้ขับรถของกลางเข้าไปในถนนเทศบาลสาย 3แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร อันเป็นซอยที่เกิดเหตุแล้วกลับรถที่ท้ายซอยออกมาจอดชิดซ้ายอยู่ห่างจากปากซอยประมาณ20 เมตร ต่อมาจำเลยทั้งสามถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมกล่าวหาว่ากระทำผิดคดีนี้ และเจ้าพนักงานตำรวจค้นรถยนต์ของกลางพบกัญชาของกลางบรรจุอยู่ในกระเป๋าผ้าสีดำและสีแดงกระเป๋าละ 2 ห่อหนักห่อละ 1 กิโลกรัม ส่วนชายคนขับรถกับชายอีกคนหนึ่งหลบหนีไป

ปัญหาพิจารณาในชั้นนี้มีว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดดังฟ้องหรือไม่คดีนี้จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีมาตั้งแต่แรกเมื่อถูกจับกุมแล้วว่ากัญชาของกลางไม่ได้เป็นของจำเลยทั้งสามจำเลยที่ 1 ที่ 2เป็นเพียงผู้อาศัยรถของนายโก้จากจังหวัดอุดรธานีเข้ามาที่กรุงเทพมหานครด้วย โดยจำเลยที่ 1 จะพาจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกของน้าของตนมาหางานทำในกรุงเทพมหานคร ส่วนจำเลยที่ 3 ต่อสู้คดีว่านายโก้นัดกับจำเลยที่ 3 ไว้ก่อนเกิดเหตุ 2-3 วัน แล้วว่านายโก้จะมารับจำเลยที่ 3 ที่พระโขนงเกี่ยวกับเรื่องไปซื้อวัวควายและได้ต่อสู้คดีเช่นนี้มาตลอดจนถึงชั้นสอบสวนและชั้นศาลในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสามก็ให้การว่าถูกจับกุมที่ร้านอาหารไม่ได้ถูกจับ ขณะอยู่บนรถยนต์ของกลาง

โจทก์มีประจักษ์พยานคือ ร้อยตำรวจเอกเชิดชาย สัตตบุศย์ นายดาบตำรวจอภิรุม เอมระดีและจ่าสิบตำรวจณรงค์ น้อยวงศ์ ผู้ร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสามพยานทั้งสามปากนี้เบิกความยืนยันว่า ระหว่างที่พยานทั้งสามพากันตรงเข้าไปที่รถยนต์กระบะของกลาง มีชาย 2 คน เปิดประตูหน้ารถวิ่งหนีออกไปทางข้างซอย แต่จำเลยทั้งสามนั่งอยู่ในกระบะท้ายรถ พบกระเป๋าผ้าสีดำวางอยู่บนตักจำเลยที่ 1 และพบกระเป๋าผ้าสีแดงขนาดเดียวกับกระเป๋าสีดำวางอยู่ในรถ ทั้งสองใบ มีกัญชาของกลางบรรจุอยู่ เนื่องจากคดีนี้จำเลยทั้งสามต่อสู้คดีว่ากัญชาของกลางไม่ใช่ของจำเลยทั้งสาม แต่เป็นของนายโก้ที่หลบหนีไปเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่ามีคนหลบหนีไปได้ 2 คน และคนที่หลบหนีคนหนึ่งเป็นคนขับรถของกลางด้วยแล้ว

พฤติการณ์ของคนที่หลบหนีไปทั้งสองคนนั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นพิรุธและน่าจะต้องเป็นเจ้าของหรือมีส่วนร่วมรู้ด้วยอย่างแน่นอน ดังนั้นการที่จะฟังว่าจำเลยทั้งสามเป็นคนร้ายกระทำความผิดคดีนี้ด้วยก็ต้องอาศัยจากพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสามเท่านั้นว่าเป็นพิรุธเพียงไร มีส่วนเกี่ยวข้องกับกัญชาของกลางอย่างไร และข้อเท็จจริงเป็นดังที่โจทก์นำสืบหรือไม่ทั้งนี้เพราะโดยเหตุผลตามธรรมดาแล้ว การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งนั่งไปในรถยนต์คันเดียวกันกับผู้ที่กระทำความผิด โดยเฉพาะความผิดเกี่ยวกับการมีสิ่งของผิดกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น ไม่เป็นเหตุผลที่จะให้ฟังเป็นยุติว่าจะต้องร่วมกระทำความผิดในความผิดฐานนั้นไปด้วย ศาลฎีกาได้พิเคราะห์คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามปากโดยละเอียดแล้ว

ปรากฏว่าพยานโจทก์ทั้งสามปากเบิกความแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ กล่าวคือร้อยตำรวจเอกเชิดชายกับจ่าสิบตำรวจณรงค์เบิกความว่า พบกระเป๋าผ้าสีแดงวางอยู่บนกระเป๋าเสื้อผ้าตอนในสุดของท้ายรถยนต์กระบะแต่นายดาบตำรวจอภิรุมกลับเบิกความว่าตรวจค้นพบกระเป๋าสีแดงที่บรรจุกัญชาอยู่ในเก๋งด้านหลังคนขับจึงเป็นข้อพิรุธ โดยเฉพาะคดีนี้จำเลยทั้งสามก็ต่อสู้คดีมาตั้งแต่แรกว่ากัญชาของกลางเป็นของเจ้าของรถ รูปคดีจึงเป็นที่น่าสงสัยว่าเหตุการณ์ตอนจับกุมจำเลยทั้งสามจะเป็นดังที่โจทก์นำสืบหรือเป็นดังที่จำเลยทั้งสามต่อสู้คดีไว้ เมื่อพยานโจทก์เบิกความแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญเป็นพิรุธเช่นนี้พยานหลักฐานของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสามโดยเฉพาะจำเลยที่ 1 ที่ว่านั่งอยู่ในรถโดยเอากระเป๋าใส่กัญชาวางไว้บนตัก จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเป็นความจริงได้ข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่า จำเลยทั้งสามได้นั่งรถยนต์กระบะของกลางมาพร้อมกับชาย 2 คน ที่หลบหนีไปได้เท่านั้นไม่มีส่วนรู้เห็นด้วยเกี่ยวกับกัญชาของกลางรายนี้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ · มงคล เปาอินทร์ · ครีภูมิ สุวรรณโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1207/2567

การจะเป็นความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติโดยร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการดำเนินการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หรือเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรดังกล่าว หรือสมคบกันตั้งแต่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 125/2567

การกระทำที่จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ผู้กระทำต้องรู้ว่าสินค้าที่ตนนำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่าย เป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2104/2567

การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด หรือพยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 740/2566

แม้คําพิพากษาคดีแพ่งของศาลชั้นต้นจะมีผลผูกพันโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทำให้จำเลยไม่มีสิทธิกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างอื่นให้แตกต่างไปจากผลแห่งคําวินิจฉัยดังกล่าวที่ฟังข้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 514/2566

วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้ใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็ว และก่อนศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ศาลอาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมตามที่เห็นสมควร ซึ่งรวมทั้งการเรียกพยานที่สืบแล้วมาสืบใหม่โดย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้