Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1347/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าขณะเกิดเหตุ ป. เป็นคนขับรถของโจทก์มิใช่ ว. แต่จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดีว่า รถชนเกิดจากความประมาทของฝ่ายโจทก์ ไม่ได้ให้การต่อสู้คดีในเรื่องผู้ใดเป็นคนขับรถของโจทก์ จึงไม่มีประเด็นข้อนี้คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในข้อนี้ จึงเป็นการนอกประเด็นและถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 จำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายละเมิด ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์สองในสามของค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับ เนื่องจากฝ่ายโจทก์มีส่วนประมาทอยู่ด้วย จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าจะต้องนำค่าเสียหายของจำเลยที่ 2 มารวมคิดคำนวณด้วยนั้น จำเลยที่ 2 ไม่ได้ฟ้องแย้ง จึงไม่อาจนำมาคิดคำนวณให้ได้ การกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนอีกฝ่ายหนึ่งและจำนวนเท่าใด เป็นดุลพินิจของศาลที่จะมีคำสั่งตามที่เห็นสมควร

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2527เวลาประมาณ 8.30 นาฬิกา ขณะที่นายวัลลภ โรจนาบุญ ได้ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - 4226 นครปฐม ของโจทก์มาตามถนนราชวิถีมุ่งหน้าไปทางองค์พระปฐมเจดีย์ในช่องขวาสุดชิดกับเกาะกลางถนน เมื่อถึงบริเวณหน้าร้านเพชรเกษมการยางจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - 1914 นครปฐมของจำเลยที่ 2ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และในธุรกิจของจำเลยที่ 2ไปตามถนนราชวิถีมุ่งหน้าไปทางองค์พระปฐมเจดีย์เช่นเดียวกันในช่องที่ 2 ซึ่งเป็นช่องกลางเมื่อถึงบริเวณหน้าร้านเพชรเกษมการยาง ซึ่งมีช่องว่างระหว่างเกาะกลางถนนเพื่อให้กลับรถได้ จำเลยที่ 1 ได้เลี้ยวขวากลับรถในบริเวณดังกล่าวทันทีโดยไม่ได้ให้สัญญาณไฟเลี้ยวและไม่ดูว่าจะเลี้ยวได้โดยปลอดภัยหรือไม่

ตัดหน้ารถยนต์ที่นายวัลลภขับมาโดยกะทันหันในระยะกระชั้นชิด เป็นเหตุให้รถยนต์ทั้งสองคันชนกันรถของโจทก์ได้รับความเสียหายหลายรายการปรากฏตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 ซึ่งรวมค่าซ่อมและค่าอะไหล่แล้วเป็นเงิน74,635 บาท และขอคิดค่าเสื่อมสภาพรถยนต์อีก 40,000 บาทรวมเงินที่จำเลยที่ 1 จะต้องชดใช้โจทก์ 114,635 บาทจำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ก - 1914 นครปฐม และเป็นตัวการของจำเลยที่ 1 จำต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 114,635 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 รับจ้างจำเลยที่ 2 เป็นครั้งคราวเท่านั้นขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ได้ยืมรถของจำเลยที่ 2 ไปใช้ในกิจการส่วนตัว

จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 1 ไม่ได้ประมาทเหตุที่เกิดชนกันเกิดจากความประมาทของฝ่ายโจทก์เอง คือโจทก์ได้ขับรถตามหลังรถของจำเลยที่ 1 ในระยะกระชั้นชิดด้วยความเร็วสูง เมื่อจำเลยที่ 1 เปิดไฟเลี้ยวจะกลับรถโจทก์ก็ไม่ชะลอความเร็วลง จึงเป็นเหตุให้เกิดชนกันขึ้นความเสียหายที่โจทก์อ้างนั้นก็สูงเกินกว่าความเป็นจริงความเสียหายที่แท้จริงนั้นไม่ควรเกิน 10,000 บาทศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 เหตุที่รถชนกันเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1และนายวัลลภคนขับรถของโจทก์เอง แต่จำเลยที่ 1 ประมาทมากกว่า สมควรให้ฝ่ายจำเลยรับผิดสองในสามส่วน สำหรับความเสียหายเกี่ยวกับการซ่อมฟังว่า โจทก์เสียหายเป็นเงิน74,635 บาท จำเลยทั้งสองต้องรับผิดสองในสามส่วนเป็นเงิน 49,756 บาท และกำหนดค่าเสื่อมราคาให้ 10,000 บาท พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 59,756 บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว

ที่จำเลยที่ 2ฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุนายปริศดาเป็นคนขับรถของโจทก์มิใช่นายวัลลภนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดีว่ารถชนกันเกิดจากความประมาทของฝ่ายโจทก์ ไม่ได้ให้การต่อสู้คดีในเรื่องผู้ใดเป็นคนขับรถของโจทก์ จึงไม่มีประเด็นข้อนี้คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในข้อนี้จึงเป็นการนอกประเด็น และถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เหตุที่รถของโจทก์กับรถของจำเลยที่ 2 ชนกันเกิดขึ้นเพราะความประมาทของจำเลยที่ 1ซึ่งเป็นคนขับรถของจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถเลี้ยวขวาตัดหน้ารถของโจทก์กะทันหันโดยประมาท แม้จะฟังว่านายวัลลภคนขับรถของโจทก์ขับรถประมาทด้วย แต่ก็เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1ประมาทมากกว่า ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่ารถของโจทก์เสียหายไม่เกิน 30,000 บาทนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เสียค่าซ่อมรถเป็นเงิน 74,135 บาท ตามบิลเงินสดเอกสารหมาย จ.11จริง โจทก์ไม่จำเป็นต้องเอาหลักฐานเปรียบเทียบราคาหรือใบสั่งซื้อจากร้านค้าที่ขายอะไหล่มาแสดงต่อศาลตามที่จำเลยที่ 2ฎีกาอีก

จำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายละเมิดทำให้โจทก์เสียหาย ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์สองในสามส่วนของค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับเนื่องจากฝ่ายโจทก์มีส่วนประมาทอยู่ด้วยนั้นถูกต้องแล้วที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าจะต้องนำค่าเสียหายของจำเลยที่ 2มารวมคิดคำนวณด้วยนั้น จำเลยที่ 2 ไม่ได้ฟ้องแย้ง จึงไม่อาจนำมาคิดคำนวณให้ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความควรเป็นพับ เพราะโจทก์ประมาทด้วย และโจทก์เรียกค่าเสียหายมากเกินไปไม่สุจริตนั้น เห็นว่าการกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนอีกฝ่ายหนึ่ง และจำนวนเท่าใด เป็นดุลพินิจของศาลที่จะมีคำสั่งตามที่เห็นสมควร"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
บุญศรี กอบบุญ · เสียง ตรีวิมล · สมศักดิ์ วิธุวัติ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้