Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1333/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดภูเก็ต เป็นคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 อ้างว่า ที่ดินพิพาทโฉนดตราจอง เลขที่ 169 ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดย ส. ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทน แต่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันฉ้อฉลโจทก์โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 โดยมีเจตนาที่จะไม่ให้โจทก์บังคับคดีเอาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ แล้วจำเลยที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันการชำระหนี้แก่จำเลยที่ 4 โดยรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจำนอง แม้ในคดีนี้โจทก์จะมิได้มีคำขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันโอนที่ดินพิพาทคืนโจทก์ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาคดีนี้ได้ก็ต่อเมื่อได้มีคำวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดย ส. ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทนหรือไม่ เมื่อปรากฏว่าคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 อยู่ระหว่างพิจารณาของศาลจังหวัดภูเก็ต การที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินตามคดีหมายเลขดำที่ 198/2546 คดีหมายเลขแดงที่ 303/2554 และฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจำนองเพื่อให้ที่ดินกลับมาเป็นชื่อของ ส. เป็นคนละประเด็นกับคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 ของศาลจังหวัดภูเก็ต ในประเด็นที่ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่โอนที่ดินไปให้แก่บุคคลอื่นเป็นการฉ้อฉลโจทก์หรือไม่ กับประเด็นที่ว่าการจำนองอันเกิดจากการฉ้อฉลตามฟ้องนั้น ศาลต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำวินิจฉัยในคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 ของศาลจังหวัดภูเก็ตก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดย ส. ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทนหรือไม่ เมื่อศาลในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาถึงที่สุดอย่างไรแล้ว คำพิพากษาย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในคดีนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 ของศาลจังหวัดภูเก็ตหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ได้ให้การต่อสู้คดีไว้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันมากับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 198/2546 หมายเลขแดงที่ 303/2554 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยคู่ความมิได้ฎีกา คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาให้ศาลพิพากษาว่านิติกรรมการจำนองที่ดินโฉนดตราจองเลขที่ 169 ระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 ไม่มีผลผูกพันที่ดินโฉนดตราจองเลขที่ 169 โจทก์และกองมรดกของนายชัยสิน

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมให้รวมสั่งเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา โดยให้ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวก่อนและเมื่อคดีอันเป็นมูลของฟ้องซ้อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นประการใดแล้วให้โจทก์แถลงให้ศาลชั้นต้นทราบเพื่อดำเนินการต่อไป และให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 303/2554 เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2546 ที่มีคำสั่งว่า เป็นคดีมีทุนทรัพย์ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง กับให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและในศาลอุทธรณ์ส่วนที่เกินสองร้อยบาทแก่โจทก์ จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่า ที่ดินพิพาทโฉนดตราจองเลขที่ 169 ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่นายชัยสิน ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทนโดยจำเลยทั้งสี่ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าว เนื่องจากมีการฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่อศาลจังหวัดภูเก็ต ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1508/2543 แต่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันฉ้อฉลโจทก์โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายชัยสินได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 โดยมีเจตนาที่จะไม่ให้โจทก์บังคับคดีเอาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ แล้วจำเลยที่ 3 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันการชำระหนี้แก่จำเลยที่ 4 โดยรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนเป็นคดีหมายเลขดำที่ 198/2546 หมายเลขแดงที่ 303/2554 และฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจำนองเป็นคดีนี้ เพื่อให้ที่ดินพิพาทกลับคืนสู่มรดกของนายชัยสิน ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1508/2543 ของศาลจังหวัดภูเก็ต กับคดีหมายเลขดำที่ 198/2546 หมายเลขแดงที่ 303/2554 และคดีนี้ในส่วนที่โจทก์กล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยให้นายชัยสินถือกรรมสิทธิ์ไว้แทนนั้นเป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งแม้ในคดีนี้โจทก์จะมิได้มีคำขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันโอนที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาในคดีนี้ได้

ก็ต่อเมื่อได้มีการวินิจฉัยเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยให้นายชัยสินถือกรรมสิทธิ์แทนหรือไม่ เมื่อปรากฏว่าคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1508/2543 อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดภูเก็ต การที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 198/2546 หมายเลขแดงที่ 303/2554 และคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับประเด็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยให้นายชัยสินถือกรรมสิทธิ์แทนหรือไม่ จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 ดังกล่าวซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า

การฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองเพราะเหตุกลฉ้อฉลนั้น โจทก์จะต้องฟ้องคู่กรณีทั้งสองฝ่ายที่ทำนิติกรรมจำนองดังกล่าวจึงจะบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ แต่ฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 ของศาลจังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีผลทำให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 พ้นจากการถูกบังคับตามคำพิพากษา คงเหลือจำเลยที่ 4เพียงฝ่ายเดียว ศาลย่อมไม่อาจพิพากษาตามคำขอของโจทก์ได้ จึงต้องพิพากษายกฟ้อง เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนตามคดีหมายเลขดำที่ 198/2546 หมายเลขแดงที่ 303/2554 และฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจำนอง เพื่อให้ที่ดินพิพาทกลับมาเป็นชื่อนายชัยสินซึ่งเป็นคนละประเด็นกับคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 ของศาลจังหวัดภูเก็ต

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะพ้นจากการถูกบังคับตามคำพิพากษาเฉพาะประเด็นที่ว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยให้นายชัยสินถือกรรมสิทธิ์แทนหรือไม่เท่านั้น แต่ยังถูกฟ้องในประเด็นที่ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นการ ฉ้อฉลโจทก์หรือไม่ ซึ่งการวินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวกับประเด็นขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนในคดีหมายเลขดำที่ 198/2546 หมายเลขแดงที่ 303/2554 และการจำนองอันเกิดจากการฉ้อฉลตามฟ้องคดีนี้นั้น ศาลจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำวินิจฉัยในคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 ของศาลจังหวัดภูเก็ตก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์โดยนายชัยสินถือกรรมสิทธิ์แทนหรือไม่ เมื่อศาลในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาถึงที่สุดอย่างไรแล้ว

คำพิพากษาย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำหน่ายคดีหมายเลขดำที่ 198/2546 หมายเลขแดงที่ 303/2554 กับคดีนี้ และรอผลคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 ของศาลจังหวัดภูเก็ตจึงชอบแล้ว ที่โจทก์แก้ฎีกาว่าจำเลยที่ 4 ไม่ได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีว่าฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 ของศาลจังหวัดภูเก็ต ฎีกาของจำเลยที่ 4 จึงเป็นเรื่องที่มิได้ว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ชอบที่ศาลฎีกาจะไม่รับไว้พิจารณา เห็นว่า แม้จำเลยที่ 4 จะไม่ได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีไว้แต่ปัญหาว่าฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 ของศาลจังหวัดภูเก็ต หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้ยกขึ้นวินิจฉัยไว้แล้วและจำเลยที่ 4 ย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ศาลฎีกาชอบที่จะรับไว้พิจารณา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กฤษณี เยพิทักษ์ · โสภณ โรจน์อนนท์ · สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสงขลา - นายเกื้อกูล หนูแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายรังสรรค์ โรจน์ชีวิน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.2672/2555
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ198/2546
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ302/2554
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้