Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1331/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

หนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันและหนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน ต่างถึงกำหนดพร้อมกันและมีประกันเท่ากัน แต่หนี้รายที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกัน จะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีตามสัญญา ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าหนี้รายที่จำเลยที่ 3 ค้ำประกัน ซึ่งจะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224วรรคหนึ่ง การนำเงินสะสมของจำเลยที่ 1 ชำระหนี้รายที่จำเลยที่ 2ค้ำประกันเพื่อให้หนี้รายนี้ปลดเปลื้องไปก่อน จึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของลูกหนี้ได้มากกว่า เพราะเป็นการลดภาระที่หนักกว่าของลูกหนี้ แม้หนี้รายที่จำเลยที่ 3 ค้ำประกันจะมีจำนวนสูงกว่าเมื่อคำนวณดอกเบี้ยในระยะเวลาเท่ากัน จำนวนดอกเบี้ยของหนี้รายที่จำเลยที่ 3 ค้ำประกันจะเป็นจำนวนสูงกว่า ก็มิได้ทำให้หนี้ทั้งสองรายนี้ต้องเสียดอกเบี้ยมากกว่า เพราะเมื่อเปรียบเทียบกรณีนำเงินสะสมของจำเลยที่ 1 ไปชำระหนี้รายที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันกับรายที่จำเลยที่ 3 ค้ำประกัน แล้วคำนวณดอกเบี้ยจากยอดหนี้คงเหลือ จะเห็นได้ว่ากรณีที่นำเงินสะสมดังกล่าวไปชำระหนี้รายที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกัน จำนวนดอกเบี้ยในหนี้ทั้งสองรายรวมกันในระยะเวลาภายหลังจากนั้น จะมีจำนวนน้อยกว่ากรณีนำเงินสะสมดังกล่าวไปชำระหนี้รายที่จำเลยที่ 3 ค้ำประกัน ตามข้อสัญญากำหนดเบี้ยปรับจำนวนสองเท่าของเงินที่จำเลยที่ 1ต้องชดใช้คืนโจทก์ แต่การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ใช้ทุนฝึกอบรมครบถ้วนเป็นเพราะโจทก์มีส่วนอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ไปศึกษาต่อต่างประเทศเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ไม่กลับมาใช้ทุนและลาออกจากราชการไปการคิดเบี้ยปรับสองเท่าของจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้คืนให้โจทก์จึงเป็นจำนวนที่สูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ลดเบี้ยปรับลงเหลือหนึ่งเท่าของจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้คืน.

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสองสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยเรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนว่าจำเลยที่ 1เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรกกับจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับโจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกรมวิสามัญศึกษาตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2505 ต่อมากลางปี พ.ศ. 2515 จำเลยที่ 1 ได้รับคัดเลือกให้ไปศึกษาต่อ ณมหาวิทยาลัยในประเทศแคนาดามีกำหนด 1 ปี 1 เดือน 3 วัน ระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม 2515 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2516 โดยได้รับเงินเดือนจากรัฐบาลไทย จำเลยที่ 1 ทำสัญญาไว้กับกรมวิสามัญศึกษาว่า เสร็จการศึกษาแล้วจะต้องรับราชการต่อไปเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองเท่าของเวลาที่ได้รับทุน หรือที่ได้รับเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่มทั้งนี้สุดแต่เวลาใดจะมากกว่ากัน

หากผิดสัญญาหรือไม่กลับมารับราชการจำเลยที่ 1 ยอมใช้คืนเงินทุนและหรือเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่มและหรือเงินอื่นใดทั้งสิ้นซึ่งได้รับจากทางราชการในระหว่างเวลาที่ได้รับอนุมัติให้ไปศึกษาต่อ นอกจากนี้ยังยอมจ่ายเงินเป็นเบี้ยปรับจำนวนหนึ่งเท่าของเงินที่ต้องชดใช้คืน โดยจำเลยที่ 1รับจะชำระหนี้ให้ทั้งหมดภายใน 30 วัน ถัดจากวันรับแจ้งให้ชำระกับยอมให้หักเอาบำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นใดที่จะพึงได้รับจากทางราชการได้ด้วย หากไม่ชำระเงินภายในกำหนด หรือชำระไม่ครบยอมให้คิดดอกเบี้ยจากเงินที่ยังมิได้ชำระในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เพื่อเป็นประกันหนี้ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันไว้ต่อกรมวิสามัญศึกษา หลังจากจำเลยที่ 1 เดินทางไปศึกษาต่อครบกำหนดดังกล่าวข้างต้นโดยได้รับเงินเดือนระหว่างไปศึกษาต่อเป็นเงิน34,157.09 บาท

จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องรับราชการชดใช้ทุนเป็นระยะเวลาสองเท่าของเวลาที่ไปศึกษาต่อเป็นเวลา 2 ปี 2 เดือน 6 วัน หรือต้องชดใช้เงินสองเท่าของเงินที่ได้รับไปเป็นเงิน 68,314.18 บาทจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่รับราชการชดใช้ทุนโดยได้ลาออกจากราชการไปในวันที่ 1 กันยายน 2516 จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้เงินให้แก่กรมวิสามัญศึกษาเป็นจำนวน 68,314.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี นับแต่วันลาออกจากราชการ อันเป็นวันผิดนัดจนถึงวันชำระเสร็จ จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันมีหน้าที่ร่วมรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวแก่กรมวิสามัญศึกษาด้วย ต่อมาหนี้ดังกล่าวโอนตกมาเป็นของโจทก์ตามกฎหมาย โจทก์บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้หนี้ดังกล่าวแก่โจทก์

ต่อมาจำเลยที่ 2 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ยอมรับผิดใช้หนี้ดังกล่าวให้โจทก์ กับได้ชดใช้หนี้บางส่วนเป็นเงิน 11,500บาท จำเลยที่ 1 ที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดใช้ต้นเงิน 68,314.18 บาทกับดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวจากต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่1 กันยายน 2516 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 102,330.89 บาท ให้โจทก์และเมื่อหักเงินที่ชดใช้บางส่วนแล้ว คงเหลือเงินที่จำเลยที่ 1 ที่ 2ต้องร่วมกันใช้ให้โจทก์เป็นเงิน 159,145.07 บาท และเมื่อกลางปีพ.ศ. 2513 จำเลยที่ 1 ได้รับคัดเลือกให้ไปอบรมและดูงานการบริหารโรงเรียน ณ มหาวิทยาลัยอัลเบอร์ต้า ประเทศแคนาดา มีกำหนด 10 เดือน5 วัน โดยจำเลยที่ 1 ได้รับเงินเดือนจากรัฐบาลไทยในระหว่างลาไปฝึกอบรม

จำเลยที่ 1 ทำสัญญากับกรมวิสามัญศึกษาว่า เมื่อจำเลยที่ 1เสร็จการฝึกอบรมจะต้องรับราชการต่อเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามเท่าของเวลาที่ได้รับทุนหรือที่ได้รับเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่ม ทั้งนี้สุดแต่เวลาใดจะมากกว่ากัน หากผิดสัญญาหรือไม่กลับมารับราชการไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ก็ดี จำเลยที่ 1 ยอมชดใช้คืนทุนซึ่งได้รับจากรัฐบาลแคนาดาทั้งหมด และเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่มตลอดจนค่าใช้จ่ายอื่น ๆซึ่งได้รับจากทางราชการในระหว่างเวลาที่ได้รับอนุญาตให้ไปฝึกอบรมและดูงาน นอกจากนี้ยังยอมจ่ายเงินเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินที่จะต้องชดใช้คืน โดยจำเลยที่ 1 รับจะชำระภายใน 30 วัน ถัดจากวันได้รับแจ้งให้ชำระ กับยอมให้หักเอาเงินบำเหน็จบำนาญและเงินอื่นใดที่จะพึงได้รับจากราชการได้ และเพื่อประกันหนี้ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้ต่อกรมวิสามัญศึกษา

หลังจากจำเลยที่ 1 เดินทางไปฝึกอบรมและดูงานตามกำหนดดังกล่าว โดยได้รับเงินเดือนระหว่างไปฝึกอบรมรวม 22,945.15 บาท และได้รับเงินทุนการศึกษาที่รัฐบาลแคนาดามอบให้รัฐบาลไทย ซึ่งกรมวิสามัญศึกษาได้รับเงินทุนดังกล่าวมาดำเนินการเพื่อประโยชน์ของกรมวิสามัญศึกษาคิดเป็นเงินไทย 123,411 บาท รวมเป็นเงิน 146,356.15 บาท จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ตามสัญญาต้องรับราชการชดใช้ทุนเป็นระยะเวลาสามเท่าของเวลาที่ไปทำการฝึกอบรมและดูงาน เป็นเวลา 30 เดือน 15 วัน หรือ 915 วันหรือชดใช้เงินสามเท่าของเงินที่ได้รับไประหว่างฝึกอบรมและดูงานเป็นจำนวน 439,068.45 บาท จำเลยที่ 1 ผิดสัญญารับราชการชดใช้ทุนไม่ครบถ้วนโดยรับราชการชดใช้ทุนเพียง 325 วัน

ก็ลาออกจากราชการไปในวันที่ 1 กันยายน 2516 คงเหลือเวลาที่ต้องรับราชการใช้ทุนอีก590 วันคิดเป็นเงินที่ต้องชดใช้ทุนเป็นจำนวน 283,115.16 บาท หักเงินสะสมที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับจำนวน 16,445.86 บาท คงเหลือเงินที่จำเลยที่ 1 จะต้องใช้แก่กรมวิสามัญศึกษาเป็นจำนวน 266,669.30บาท จำเลยที่ 3 ผู้ค้ำประกันมีหน้าที่ต้องร่วมรับผิดเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่กรมวิสามัญศึกษา ซึ่งหนี้ดังกล่าวต่อมาโอนตกมาเป็นของโจทก์ตามกฎหมาย นอกจากนี้แล้วจำเลยที่ 1 ที่ 3 ต้องร่วมรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี ของเงินจำนวน 266,669.30บาท นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2516 จนถึงวันชำระเสร็จอีกด้วย ซึ่งคำนวณดอกเบี้ยดังกล่าวถึงวันฟ้องเป็นเงิน 199,727.99 บาท

รวมเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 ต้องร่วมกันชดใช้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน466,397.29 บาท ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันใช้เงินจำนวน159,145.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของจำนวนเงิน68,314.18 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ร่วมกันใช้เงินจำนวน 466,397.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี ของจำนวนเงิน 266,669.30 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาทั้งสองสำนวนจำเลยที่ 2 ให้การว่า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2523 จำเลยที่ 2 ทำหนังสือรับสภาพหนี้โดยมีเงื่อนไขว่า ถ้าทางราชการอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ลาออกจากราชการ

จำเลยที่ 2 จะชำระหนี้จำนวน 68,314.18บาท แก่โจทก์ใน 35 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งให้ลาออก ต่อมาวันที่ 6พฤษภาคม 2524 จำเลยที่ 2 ทำหนังสือรับสภาพหนี้โดยกำหนดว่าจะชำระหนี้ตามจำนวนเงินสะสมและเงินบำเหน็จที่จำเลยที่ 1 จะได้ จำเลยที่ 2ชำระหนี้ให้โจทก์ 3 ครั้ง คือเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2523 ชำระด้วยเงินสะสมของจำเลยที่ 1 จำนวน 16,445.86 บาท หักหนี้แล้วคงเหลือ51,868.32 บาท จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ครั้งที่ 2 ด้วยเงินสดจำนวน11,500 บาท คงเหลือหนี้ 40,368.32 บาท จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ครั้งที่3 โดยผลักเงินบำเหน็จอันจำเลยที่ 1 จะพึงได้รับไปชดใช้เงินทุนการศึกษาเป็นจำนวน 40,415 บาท จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 68,360.86 บาท ซึ่งเกินจำนวนหนี้ที่รับสภาพไว้เพียง68,314.86 บาท

จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ตามฟ้องการที่จำเลยที่ 2 ให้ทางราชการผลักเงินสะสมและเงินบำเหน็จของจำเลยที่ 1 ไปชำระหนี้ทุนการศึกษา เป็นการกระทำตามคำสั่งของจำเลยที่ 1ตามบันทึกฉบับลงวันที่ 6 เมษายน 2524จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 มิได้ตกลงยินยอมว่าหากกรมวิสามัญศึกษาผ่อนเวลาชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ตกลงยินยอมด้วย จำเลยที่ 1 ไปฝึกอบรมที่ประเทศแคนาดาเสร็จแล้วก็เดินทางกลับมารับราชการใช้ทุนตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2514 ครบกำหนดรับราชการใช้ทุนคืน 915 วัน ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2516 ระหว่างที่จำเลยที่ 1 รับราชการชดใช้เงินทุนให้แก่ทางราชการ ทางราชการมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ไปศึกษาต่างประเทศเป็นครั้งที่ 2 จำเลยที่ 3ไม่ได้ตกลงยินยอมค้ำประกันในการดังกล่าว

การที่ทางราชการส่งจำเลยที่ 1 ไปศึกษาในต่างประเทศครั้งที่ 2 เป็นโครงการในด้านพัฒนาบุคคลของโจทก์ จึงเป็นการที่จำเลยที่ 1 รับราชการชดใช้ทุนคืนในการได้รับทุนฝึกอบรมครั้งที่ 1 ที่จำเลยที่ 3 ค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ลาออกจากราชการเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2516 จำเลยที่ 1 จึงรับราชการชดใช้ทุนคืนขาดไป 76 วัน หากจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดก็ไม่เกิน20,023.21 บาทศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้เงิน 172,297.58บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่1 ธันวาคม 2523 จนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น หากจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ให้จำเลยที่ 3 ชำระแทน และให้จำเลยที่ 1 ใช้เงิน16,445.86 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2533 จนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระแก่โจทก์เสร็จ หากไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ใช้แทนโจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์สำนวนแรก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหามาสู่ศาลฎีกาข้อแรกว่า เงินสะสมจำนวน 16,445.86 บาท ของจำเลยที่ 1 จะต้องนำไปชำระหนี้รายใดก่อน ข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 มิได้ระบุว่าให้นำเงินจำนวน 16,445.86 บาทไปชำระหนี้รายใด กรณีจึงต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา328 วรรคสองซึ่งบัญญัติว่า "...ท่านว่าหนี้สินรายไหนถึงกำหนด ก็ให้รายนั้นเป็นอันได้เปลื้องไปก่อน ในระหว่างหนี้สินหลายรายที่ถึงกำหนดนั้น รายใดเจ้าหนี้มีประกันน้อยที่สุด ก็ให้รายนั้นเป็นอันได้เปลื้องไปก่อนในระหว่างหนี้สินหลายรายที่มีประกันเท่า ๆ กันให้รายที่ตกหนักที่สุดแก่ลูกหนี้เป็นอันได้เปลื้องไปก่อน..." หนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเอกสารหมาย

จ.34 ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.35 และหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.36 ซึ่งจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.37 ต่างก็ถึงกำหนดพร้อมกันและมีประกันเท่ากัน แต่หนี้รายที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกัน จะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีตามสัญญา ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าหนี้รายที่จำเลยที่ 3 ค้ำประกัน ซึ่งจะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224วรรคหนึ่ง หนี้รายที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันจึงต้องเสียดอกเบี้ยมากกว่าหนี้รายที่จำเลยที่ 3 ค้ำประกัน แม้หนี้รายที่จำเลยที่ 3ค้ำประกันจะมีจำนวนสูงกว่า เมื่อคำนวณดอกเบี้ยในระยะเวลาเท่ากันจำนวนดอกเบี้ยของหนี้รายที่จำเลยที่ 3 ค้ำประกันจะเป็นจำนวนสูงกว่าก็ตาม

ก็มิได้ทำให้หนี้รายนี้ต้องเสียดอกเบี้ยมากกว่าดังที่โจทก์ฎีกาไม่ เพราะเมื่อเปรียบเทียบกรณีที่นำเงินสะสมของจำเลยที่ 1 จำนวน 16,445.86 บาท ไปชำระหนี้รายที่จำเลยที่ 2 หรือรายที่จำเลยที่ 3 ค้ำประกัน แล้วคำนวณดอกเบี้ยจากยอดหนี้คงเหลือ จะเห็นได้ว่ากรณีนำเงินสะสมดังกล่าวไปชำระหนี้รายที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันซึ่งจะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่า จำนวนดอกเบี้ยในหนี้ทั้งสองรายรวมกันในระยะเวลาภายหลังจากนั้นจะมีจำนวนน้อยกว่ากรณีนำเงินสะสมดังกล่าวไปชำระหนี้รายที่จำเลยที่ 3 ค้ำประกัน การที่ให้หนี้รายที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันได้ปลดเปลื้องไปก่อนจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของลูกหนี้ได้มากกว่าเพราะเป็นการลดภาระที่หนักกว่าของลูกหนี้

ดังนั้นหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงกว่าจึงเป็นหนี้รายที่ตกหนักแก่ลูกหนี้ปัญหาข้อต่อไปว่า จำนวนเบี้ยปรับตามสัญญาที่จำเลยที่ 3ค้ำประกันมีเพียงใดตามสัญญาเอกสารหมาย จ.36 ซึ่งจำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์ข้อ 4 มีความว่า "ในกรณีที่ข้าพเจ้าผิดสัญญา...ข้าพเจ้าจะชดใช้เงินทุนซึ่งได้รับจากรัฐบาลแคนาดาทั้งหมด และเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่มตลอดจนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ถ้ามี ซึ่งได้รับจากทางราชการในระหว่างเวลาที่ได้รับอนุมัติให้ไปศึกษาเพื่อฝึกอบรม นอกจากนี้ข้าพเจ้าจะจ่ายเงินเป็นเบี้ยปรับให้แก่ผู้รับสัญญาอีกจำนวนหนึ่งเท่ากับสองเท่าของเงินที่ข้าพเจ้าต้องชดใช้คืน" นั้น เห็นว่าเป็นข้อสัญญากำหนดเบี้ยปรับที่จำเลยที่ 1 จะชำระให้โจทก์เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา

การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระหนี้ใช้ทุนฝึกอบรมครบถ้วน เป็นเพราะโจทก์มีส่วนอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ไปศึกษาต่อต่างประเทศเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ไม่กลับมาใช้ทุนและลาออกจากราชการไป การคิดเอาเบี้ยปรับสองเท่าของจำนวนเงิน 146,356.15 บาท ที่จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้คืนให้โจทก์จึงเป็นจำนวนที่สูงเกินส่วน ที่ศาลล่างทั้งสองอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383ลดเบี้ยปรับลงโดยกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระเบี้ยปรับให้โจทก์หนึ่งเท่าของจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้คืนให้โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกันอนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำนวนแรก ส่วนสำนวนหลังคงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยมิได้นำยอดเงินสะสมของจำเลยที่ 1 ซึ่งศาลชั้นต้นนำไปหักออกจากหนี้รายที่จำเลยที่ 3 ค้ำประกันเข้าไปรวมใหม่

ทำให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ไม่เต็มจำนวน จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ดังนั้นเมื่อนำเงินสะสมของจำเลยที่ 1 จำนวน 16,445.86บาท ไปชำระหนี้รายที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันจำนวน 68,314.18 บาท เมื่อรวมกับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 2 ชำระ 11,500 บาท และที่ชำระด้วยเงินบำเหน็จของจำเลยที่ 1 จำนวน 40,415 บาทแล้วคงเป็นจำนวนเงินที่ชำระหนี้รายที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันเกินอยู่ 46.68 บาทให้นำเงินจำนวนนี้ไปหักออกจากหนี้รายที่จำเลยที่ 3 ค้ำประกัน จำนวน188,743.44 บาท คงเป็นหนี้ที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามฟ้องสำนวนหลังเป็นเงิน 188,696.76 บาทพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน 188,696.76 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม2523 จนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น หากจำเลยที่ 1ไม่ใช้ให้จำเลยที่ 1 ชำระแทน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในสำนวนแรกแทนจำเลยที่ 1 ที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,000 บาท.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชุม สุกแสงเปล่ง · เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์ · พินิจ ฉิมพาลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้