Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1330/2530

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารให้รื้อถอนลวดหนามที่จำเลยและบริวารได้เข้าไปครอบครองในที่ดินทางหลวง ซึ่งอยู่ในความควบคุมดูแลของโจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ได้ขยายเขตทางหลวงรุกล้ำในที่ดินจำเลย หากศาลฟังว่าทางหลวงดังกล่าวมีการขยายเขตถูกต้องและมีแนวเขตเข้ามาในที่ดินจำเลยแล้วโจทก์ต้องใช้ค่าที่ดินและอาคารและค่ารื้อถอนให้จำเลย เป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข ซึ่งการที่จำเลยจะต้องรื้อรั้วลวดหนามออกไปจากทางหลวงดังกล่าวและโจทก์จะต้องใช้ค่าชดเชยที่ดินแก่จำเลยหรือไม่ ยังไม่เป็นที่แน่นอนต้องรอจนศาลพิพากษาให้จำเลยรื้อลวดหนามตามฟ้องเดิมก่อน ฟ้องแย้งจึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม.(ที่มา-ส่งเสริม)

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารให้รื้อถอนลวดหนามที่จำเลยและบริวารได้เข้าไปครอบครองในที่ดินทางหลวง ซึ่งอยู่ในความควบคุมดูแลของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ได้ขยายเขตทางหลวงรุกล้ำในที่ดินจำเลย หากศาลฟังว่าทางหลวงดังกล่าวมีการขยายเขตถูกต้องและมีแนวเขตเข้ามาในที่ดินจำเลยแล้วโจทก์ต้องใช้ค่าที่ดินและอาคารและค่ารื้อถอนให้จำเลย เป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข ซึ่งการที่จำเลยจะต้องรื้อรั้วลวดหนามออกไปจากทางหลวงดังกล่าวและโจทก์จะต้องใช้ค่าชดเชยที่ดินแก่จำเลยหรือไม่ ยังไม่เป็นที่แน่นอนต้องรอจนศาลพิพากษาให้จำเลยรื้อลวดหนามตามฟ้องเดิมก่อน ฟ้องแย้งจึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม.(ที่มา-ส่งเสริม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีหน้าที่ดูแลทางหลวงทุกสายในเขตจังหวัดตราดรวมทั้งทางหลวงจังหวัดหมายเลข 3271 ที่ดินบริเวณที่เป็นรัศมีทางของทางหลวงสายดังกล่าวอยู่ในความดูแลของโจทก์มาตั้งแต่ พ.ศ. 2513 จนปัจจุบัน เมื่อประมาณต้อเดือนพฤศจิกายน 2526 จำเลยกับบริวารเข้าครอบครองที่ดินบริเวณที่เป็นรัศมีทางดังกล่าว โดยปักเสาล้อมรั้วลวดหนามเป็นแนวยาว 143 เมตร ยึดถือเป็นของจำเลยขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนลวดหนามตั้งแต่ระยะกิโลเมตรที่ 2x158.00 ถึงกิโลเมตรที่2x301.00 รวมระยะทาง 143 เมตร ตามฟ้อง ถ้าไม่ยอมรื้อให้โจทก์รื้อได้เอง โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ทางหลวงดังกล่าวได้ขยายเขตกว้างเพียง 30 เมตรไม่ใช่ 40 เมตรตามฟ้อง

บริเวณที่โจทก์ครอบครองไม่เคยมีการสละสิทธิครอบครองหรือแสดงเจตนายกที่ดินให้เป็นเขตทางหลวงขนาดกว้าง 40 เมตร เจ้าของที่ดินเดิมหรือจำเลยคงครอบครองที่ดินตามแนวรั้วลวดหนามอันเป็นแนวต่อกับเขตทางหลวงเป็นปกติตลอดมาจนปัจจะบันได้สร้างรั้นมา 15 ปีแล้ว เมื่อทางหลวงซึ่งเดิมเป็นถนนดินลูกรังเปลี่ยนเป็นลาดยางทำให้จุดกึ่งกลางถนนที่แท้จริงเปลี่ยนไป โจทก์แสดงการขยายเขตทางกว้าง 40 เมตร รุกล้ำเข้ามาในที่ดินจำเลย หากศาลฟังว่าทางหลวงหมายเลข 3271 มีการขยายเขตถูกต้องกว้าง 40 มีแนวเขตทางเข้ามาในที่ดินจำเลยโจทก์ต้องใช้ค่าที่ดินและอาคารและค่ารื้อถอนให้จำเลยคิดเป็นเงิน 150,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์รื้อถอนหลักแสดงการขยายเขตทางหลวงจาก 40 เมตร เป็น 30 เมตรตามเดิมห้ามโจทก์เข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินที่จำเลยครอบครองหรือมิฉะนั้นให้โจทก์ใช้ค่าชดเชยที่ดินแก่จำเลย 150,000 บาทศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การจำเลย

ส่วนฟ้องแย้งมีลักษณะเป็นการฟ้องล่วงหน้าหรือมีเงื่อนไขต้องห้าม จึงไม่รับฟ้องแย้งจำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รับฟังแย้งของจำเลยเฉพาะในข้อแรกที่ให้โจทก์รื้อถอนหลักเขตแสดงเขตทางจาก 40 เมตร เป็น 30 เมตรห้ามโจทก์เข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ตามฟ้องแย้งข้อหลังของจำเลยมีว่า หากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3271 ได้มีการเปลี่ยนแปลงขยายเขตโดยถูกต้องตามกฏหมายก็ให้โจทก์ใช้ค่าชดเชยที่ดินแก่จำเลยเป็นเงิน 150,000 บาทเห็นได้ว่าฟ้องแย้งข้อหลังของจำเลยเป็นคำฟ้องที่ขอให้บังคับโจทก์ใช้ค่าชดเชยที่ดินแก่จำเลยก็ต่อเมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนรั้วลวดหนามออกไปจากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3271 แล้ว จึงเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข ซึ่งการที่จำเลยจะต้องรื้อรั้วลวดหนามออกไปจากทางหลวงแผ่นดินดังกล่าวและโจทก์จะต้องใช้ค่าชดเชยที่ดินแก่จำเลยหรือไม่ยังไม่เป็นที่แน่นอน โดยจะต้องรอจนศาลพิพากษาให้จำเลยรื้อรั้วลวดหนามตามฟ้องเดิมเสียก่อน

ดังนี้ ฟ้องแย้งข้อหลังของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179วรรคสุดท้าย ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องแย้งข้อหลังของจำเลยชอบแล้ว..."

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ดำริ ศุภพิโรจน์ · อำนวย อินทุภูติ · สมศักดิ์ จูสวัสดิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4795/2562

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยว่า โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินราชพัสดุและเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างบนที่ราชพัสดุดังกล่าว โดยซื้อมาจาก จ. เดิมจำเลยเป็นผู้เช่าสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจาก จ. แต่ จ. ได้ยกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3202/2559

แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้ตั้งประเด็นข้อพิพาทว่าฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวข้องกันกับฟ้องเดิมที่รวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้หรือไม่ไว้ด้วย แต่เมื่อโจทก์ได้ยื่นคำร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6506/2557

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เป็นพนักงาน ต่อมาจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่าจำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เป็นพนักงานจริง แต่มิได้เลิกจ้างหรือถอดถอนโจทก์จากการเป็นพนักงาน เห็นได้ชัดแจ้งว่าจำเล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7379/2554

จำเลยร่วมให้การในชั้นแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยร่วม จำเลยที่ 2 นั่งรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับมาเพราะต้องไปปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการเปิดปิดการระบายน้ำในการชลประทาน จำเลยที่ 2 มิได้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11317/2553

การขอแก้ไขคำให้การต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลก่อนวันนัดชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดี…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้