Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 133/2507

พ.ศ. 2507 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่า 2 คราวติดกัน คือ ไม่ชำระค่าเช่าสำหรับเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม 2503 และมกราคม 2504 เป็นการผิดพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯ จึงหมดสิทธิใช้ประโยชน์ในห้องเช่ารายพิพาท จำเลยให้การสู้คดีว่าค่า 3 เดือนนั้นโจทก์ไม่มาเก็บตามที่เคยปฏิบัติ จำเลยนำไปชำระโจทก์ไม่ยอมรับ ดังนี้ เมื่อจำเลยสู้คดีอ้างว่าเป็นความผิดของโจทก์ จำเลยก็ต้องนำสืบ เมื่อไม่สืบพยานก็ต้องฟังว่าจำเลยผิดนัดจริง เมื่อฟังว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่า 2 คราวติดกันแล้ว และการเช่านั้นมิได้มีหลักฐานเป็นหนังสือ ทั้งเป็นการเช่าที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขันฯ จำเลยจะอ้างสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 566 มาบังคับโจทก์ว่าจะต้องมีการบอกกล่าวเลิกสัญญาเช่าก่อนชั่วระยะเวลาชำระค่าเช่าระยะหนี่งหาได้ไม่ (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 4/2507)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยตกลงด้วยวาจาเช่าห้องแถวของโจทก์ ๑ ห้องโดยไม่มีกำหนดเวลาเช่า ชำระค่าเช่าเป็นรายเดือน ๆ ละ ๕๐ บาท โดยชำระล่วงหน้าในวันที่ ๑ ของเดือนที่เช่า ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าให้โจทก์ ซึ่งต้องชำระในวันที่ ๑ พฤศจิกายน ธันวาคม ๒๕๐๓ และวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๐๔ รวม ๓ เดือนครั้งเป็นการผิดนัดไม่ชำระค่าเช่า ๒ คราวติดกันแล้ว จำเลยจึงหมดสิทธิที่จะใช้ประโยชน์ในห้องเช่ารายนี้เพราะผิดพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯ โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยเมื่อวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๐๔ ให้จำเลยออกไปจากห้องของโจทก์ภายในวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๐๔ จำเลยไม่ออก จึงขอให้ขับไล่

จำเลยให้การว่าจำเลยไม่ได้ค้างค่าเช่า ค่าเช่าเดือนพฤศจิกายน ๒๕๐๓ โจทก์ไม่มาเก็บ เดือนธันวาคม ๒๕๐๓ จำเลยจึงนำไปให้โจทก์ โจทก์ไม่รับ ต้นเดือนมกราคม ๒๕๐๔ จำเลยนำค่าเช่าไปชำระให้โจทก์อีก โจทก์ไม่ยอมพูดกับจำเลย จำเลยจึงส่งค่าเช่าไปทางไปรษณีย์ โจทก์ก็ไม่ยอมรับ จำเลยเช่าอยู่อาศัยได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯและตัดฟ้องว่า โจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่ได้บอกกล่าวให้จำเลยรู้ตัวก่อนชั่วกำหนดเวลาชำระค่าเช่าระยะหนึ่ง คือ ๑ เดือนเป็นอย่างน้อย จำเลยรับหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๐๔ โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๐๔ หลังจากจำเลยรับหนังสือจากโจทก์เพียง ๑๕ วันเท่านั้น เป็นการขัดกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๒๖๖ ขอให้ยกฟ้อง โจทก์จำเลยไม่ติดใจสืบพยาน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัดถึง ๒ คราวติด ๆ กัน อ้างฎีกาที่ ๙๒๔/๒๔๘๑ พิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ตามคำให้การจำเลยถือได้ว่าจำเลยค้างชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ๓ เดือนติดกันแล้ว เมื่อจำเลยไม่นำสืบข้อต่อสู้ของตน ก็ต้องฟังว่าจำเลยค้างชำระหนี้ ๓ เดือนติดกัน การเช่ารายนี้มีกำหนดเวลาชำระหนี้ตามวันปฏทินแน่นอน คือ ในวันที่ ๑ ของเดือนที่เช่า เมื่อจำเลยมิได้ชำระหนี้ตามกำหนด จำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์มีอำนาจฟ้องโดยมิต้องบอกกล่าวเพราะการเช่าไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ จำเลยจะอ้างสิทธิการเช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ได้ พิพากษากลับให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากห้องพิพาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพร้อมกันประชุมใหญ่ปรึกษาคดีนี้แล้วเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์อ้างว่าจำเลยผิดไม่ชำระค่าเช่า ๒คราวติดกัน คือไม่ชำระค่าเช่าสำหรับเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม ๒๕๐๓ มกราคม ๒๕๐๔ เป็นการผิดพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่า จึงหมดสิทธิใช้ประโยชน์ในห้องเช่ารายนี้ จำเลยให้การสู้ว่า ค่าเช่า ๓ เดือนนั้นโจทก์ไม่มาเก็บตามที่เคยปฏิบัติ จำเลยนำไปชำระโจทก์ไม่ยอมรับ จึงเป็นอันว่าค่าเช่า ๓ เดือนนี้ยังค้างชำระอยู่ แต่เหตุที่ค้างเป็นความผิดของฝ่ายใดนั้น จำเลยอ้างว่าเป็นความผิดของโจทก์ จำเลยก็ต้องนำสืบ เมื่อไม่สืบพยานก็ต้องฟังว่าจำเลยผิดนัดจริง (อ้างฎีกาที่ ๖๓๖-๖๔๐/๒๕๐๖) ข้อตัดฟ้องของจำเลยที่ว่า โจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่ได้บอกกล่าวให้จำเลยรู้ตัวก่อนชั่วกำหนดเวลาชำระค่าเช่าระยะหนึ่ง คือ ๑ เดือนเป็นอย่างน้อยนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีนี้เป็นการเช่าอสังหาริมทรัพย์โดยมิได้มีหลักฐานเป็นหนังสือ ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๓๘ บัญญัติไว้ว่า จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ความที่ว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่นี้ ย่อมหมายความรวมถึงการที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างต่อสู้ให้บังคับคดีไปตามข้อกล่าวอ้างนั้นด้วย

ศาลฎีกาเห็นว่า ณ บัดนี้ การเช่านั้นมีอยู่ ๒ ชนิด คือ การเช่าที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติให้ศาลบังคับบัญชาให้ชนิดหนึ่ง และการเช่าที่กฎหมายว่าด้วยควบคุมค่าเช่าฯ ให้ความคุ้มครองอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งที่เกี่ยวกับกรณีนี้ ปรากฎอยู่ในมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน พ.ศ.๒๔๘๙ ว่า "ผู้ให้เช่าเคหะหรือที่ดิน ไม่มีสิทธิให้ผู้เช่า ซึ่งได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าอยู่ ในหรือภายหลังวันใช้พระราชบัญญัตินี้ เลิกใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าแม้จะไม่มีสัญญาเช่าหรือสัญญาเช่านั้นสิ้นสุดอายุแล้วก็ตาม เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้ (๑)ผู้เช่าผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าสองคราวติด ๆ กัน

นอกจากมีสัญญาต่อกันไว้เป็นอย่างอื่นอันเป็นคุณแก่ผู้เช่า ฯลฯ" จึงเห็นได้ว่า การเช่าโดยทั่ว ๆ ไปนั้น ได้มีอยู่ชนิดหนึ่งที่ประมวลกฎหมาายแพ่งและพาณิชย์มิให้ศาลรับบังคับบัญชาให้ คือ การเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่มิได้ทำเป็นหนังสือ ผู้ใดจะเรียกร้องหรืออ้างสิทธิใด ๆ โดยอ้างว่าเกิดจากการเช่านันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หาได้ไม่ ส่วนการเช่าอีกชนิดหนึ่งซึ่งกฎหมายว่าด้วยควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขันฯ ให้ความคุ้มครองคือ การเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่มีหนังสือสัญญาเช่านั้น ก็ย่อมจะต้องบังคับบัญชาให้ตามสิทธิและหน้าที่ที่กฎหมายว่าด้วยควบคุมค่าเช่าฯ บัญญัติไว้ตามเนื้อความในกฎหมายนั้นเท่านั้น คดีนี้ปรากฎว่า การเช่าระหว่างโจทก์จำเลยเป็นการเช่าอสังหาริมทรัพย์แต่มิได้ทำเป็นหนังสือแต่อย่างใด เป็นการเช่ากันด้วยวาจา จึงไม่เป็นการเช่าที่อยู่ในจำพวกที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติให้ศาลรับบังคับบัญชาให้

ฉะนั้น จำเลยจะอ้างอิงสิทธิที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อำนวยให้ไว้อย่างเช่นการเช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หาได้ไม่ กล่าวคือ จะอ้างสิทธิตามมาตรา ๕๖๖ ที่ว่า ผู้ให้เช่าจะต้องบอกกล่าวแก่อีกฝ่ายหนึ่งให้รู้ตัวก่อนชั่วกำหนดระยะเวลาชำระค่าเช่าระยะหนึ่งเป็นอย่างน้อยนั้น ผู้เช่าจะนำสิทธินี้มาอ้างไม่ได้ คดีต้องบังคับแต่เฉพาะตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯพ.ศ.๒๔๘๙ มาตรา ๑๖ เท่านั้น ซึ่งในมาตรานั้นได้บัญญัติไว้สำหรับกรณีนี้แต่เพียงว่า ผู้ให้เช่าไม่มีสิทธิให้ผู้เช่าเลิกใช้หรือรับประโยชน์ในทรัพย์สิทที่ให้เช่า เว้นแต่ผู้เช่าค้างชำระค่าเช่าสองคราวติด ๆ กัน ซึ่งแสดงว่าเมื่อผู้เช่าค้างชำระค่าเช่าสองคราวติด

ๆ กัน ผู้ให้เช่าก็มีสิทธิให้ผู้เช่าเลิกหรือรับประโยชน์ในทรัพย์สินที่ให้เช่าได้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าจำเลยจะอ้างสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๕๖๖ มาบังคับโจทก์ว่าจะต้องมีการบอกกล่าวเลิกสัญญาเช่าก่อนชั่วระยะเวลาชำระค่าเช่าระยะหนึ่งหาได้ไม่ เพราะการเช่าในคดีนี้ไม่อยู่ในวิสัยทีศาลจะบังคับบัญชาให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ สิทธิและหน้าที่ที่จำเลยจะขอให้บังคับคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เอาแก่โจทก์จึงไม่มีแก่จำเลยในคดีนี้

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประมูล สุวรรณศร · โพยม เลขยานนท์ · อรรถขจรนิติปคุณ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดภูเก็ต - นายสรรเสริญ ไกรจิตติ
ศาลอุทธรณ์ - นายถาวร หุตะโกวิท
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้