คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้ได้ความว่าจำเลยสมคบกันปล้นทรัพย์นางเอง และเมื่อเจ้าพนักงานได้ติดตามไปพบตัวจำเลย แล้วได้แจ้งข้อหาให้จำเลยทราบ ทั้งได้แจ้งให้จำเลยทราบว่าจำเลยตกอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่แล้ว และเจ้าพนักงานก็ได้เดินตามจำเลยไปด้วย ระหว่างทางจำเลยหลบหนีไปโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณอาญา พ.ศ.๒๔๗๗ มาตรา ๗และกฎหมายลักษณอาญามาตรา ๑๖๓,๑๒๘,๒๗และ๔๒ ศาลมณฑลทหารที่ ๔ พิพากษาลงโทษจำเลยตามกฎหมายอาญามาตรา ๓๐๑ แก้ไขโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายอาญา พ.ศ.๒๔๗๗ (ฉะบับที่ ๔)ม.๗. ส่วนในข้อหาฐานหลบหนีที่คุมขังนั้นเห็นว่าเพียงแต่เจ้าพนักงานกล่าวด้วยวาจาว่าให้จำเลยอยู่ในความควบคุมเท่านี้ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยอยู่ในความควบคุมโดยชอบด้วยกฎหมายแม้จำเลยจะหลบหนียังไม่มีผิดจึงยกข้อหาฐานนี้เสีย โจทก์จำเลยอุทธรณ์ ศาลทหารกลางพิพากษาแก้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตาม ม.๑๖๓ ด้วย
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทำการปล้นทรัพย์และอ้างกฎหมายที่ได้แก้ไขเพียงพอแล้ว และในข้อหลบหนีจากที่คุมขังก็เห็นว่า การที่เจ้าพนักงานบอกแก่จำเลยว่าจำเลยตกอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน และเจ้าพนักงานก็ได้ควบคุมตามหลังจำเลยตลอดมาดังนี้ถือได้ว่าจำเลยอยู่ในระหว่างคุมขังได้ตามกฎหมายแล้ว จงพิพากษายืนตามศาลทหารกลาง